มทบ.33 ส่งตัวแทนคุยนอกรอบ ดร.ชยันต์ ขณะรายงานตัวผลัดฟ้องครั้งที่ 4

มทบ.33 ส่งตัวแทนคุยนอกรอบ ดร.ชยันต์ ขณะรายงานตัวผลัดฟ้องครั้งที่ 4

- in headline, จับกระแสสังคม

เชียงใหม่ (15 ก.ย.60) / 5 ผู้ต้องหาฝืนคำสั่ง คสช.ในงานประชุมวิชาการไทยศึกษารายงานตัวผลัดฟ้องครั้งที่ 4 อัยการเผยต้องรอ พงส.สอบพยานเพิ่มอีก 5 ปาก ก่อนนำเสนออธิบดีอัยการภาค 5 คาดใช้เวลาอีก 2-3 เดือน แต่หากมีการเซ็น MOU กับฝ่ายความมั่นคง คดีก็จะยุติ ขณะที่ตัวแทน มทบ.33 รุดเจรจากับ ดร.ชยันต์ อย่างไม่เป็นทางการแล้วความคืบหน้าคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ในงานประชุมวิชาการไทยศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 15-18 ก.ค.60 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ หลังจากตำรวจ สภ.ช้างเผือก ได้ส่งสำนวนให้อัยการแขวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.60 ที่ผ่านมาล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 15 ก.ย. ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ประกอบด้วย ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผอ.ศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นายชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอก และนักวิจัยคณะสังคมศาสตร์ มช., นายธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มช., นายนลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรี คณะการสื่อสารมวลชน มช. และนางภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน-นักแปล ได้มารายงานตัวผลัดฟ้องครั้งที่ 4 ที่สำนักงานอัยการศาลแขวง จ.เชียงใหม่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นทางพนักงานอัยการได้เชิญ ดร.ชยันต์ เข้าพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับตัวแทนทหาร จาก มทบ.33 จนถึงเวลา 14.45 น. ดร.ชยันต์จึงเดินออกมาด้านนอก เพื่อเซ็นชื่อรายงานตัวพร้อมกับผู้ต้องหาอีก 4 ราย และรับใบนัดหมายการรายงานตัวครั้งต่อไป ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ก.ย.60 เวลา 13.30 น.นายมนตรี นามขาน อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้อัยการได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ โดยจะสอบพยานอีก 5 ปาก ซึ่งพยานที่อยู่เชียงใหม่ 2 ราย กำลังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ขณะที่พยานอีก 3 รายอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จะเดินทางมาให้ปากคำในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้“ตอนนี้อัยการอยู่ระหว่างการรอผลการสอบสวนเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนยังดำเนินการอยู่ ส่วนการผลัดฟ้อง ตาม พ.ร.บ.พิจารณาคดีในศาลแขวง ทำได้ครั้งละ 6 วัน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 อีก 6 วันข้างหน้าก็จะครบ 5 ครั้ง ซึ่งอัยการจะไม่มีอำนาจขออำนาจศาลผลัดฟ้องต่อไป แต่เนื่องจากไม่มีการฝากขัง เป็นการปล่อยตัวชั่วคราว ก็เพียงแต่ให้ทราบนัดไว้ จนกว่าจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง และเมื่อได้ผลสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ตามระเบียบการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ทางอัยการเจ้าของสำนวนก็จะสั่งคดีมา และตนต้องสั่งต่อตามลำดับ พร้อมทั้งนำเสนอถึงอธิบดีอัยการภาค 5 ถือเป็นอำนาจของอธิบดี เพราะคดีนี้ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม และเป็นคดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจและสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวสาร ในขั้นตอนนี้จะใช้เวลา 2-3 เดือน ทาง ดร.ชยันต์ และคณะ ต้องมารายงานตัวอีกครั้งหนึ่ง ต่อไปก็จะเลื่อนยาวเป็นเดือน” อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงเชียงใหม่ กล่าวนอกจากนี้ ทางฝ่ายความมั่นคง ก็อาจจะมีการร้องขอให้สอบเพิ่มเติม ซึ่งเท่าที่ทราบอาจไม่เป็นทางการ คล้ายกับการนำคำบอกเล่า หรือความคิดเห็นของนักวิชาการ  มาเทียบเคียงกันในประเด็นที่ว่าเป็นวิชาการ หรือเรื่องทางด้านความมั่นคง และการที่ฝ่ายความมั่นคง ได้เจรจากับ ดร.ชยันต์ในวันนี้ เป็นการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ ในเรื่องข้อต่อรองตามวรรค 2 ของคำสั่ง คสช.ซึ่งหากทั้ง 2 ฝ่ายเจรจากันได้เป็นที่พอใจ มีการทำ MOU คดีก็เลิกกัน อัยการก็จะสั่งยุติการดำเนินคดี แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยผลการเจรจาได้เพราะยังไม่เป็นทางการ เมื่อไหร่ที่เป็นทางการจึงจะเปิดเผยได้ด้าน ดร.ชยันต์ เปิดเผยถึงการพบปะพูดคุยกับตัวแทน มทบ.33 ว่า มีการสอบถามถึงพฤติกรรมระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ประธานงานประชุมวิชาการไทยศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 13 ว่าทำอะไรบ้าง มีหน้าที่อะไรบ้าง ต้องทำกิจกรรมอะไรบ้างก่อนที่จะมีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.60 และตนก็ขอดูหลักฐานที่เขามีและนำมากล่าวหา แต่ก็ยังไม่เห็น“อย่างไรก็ตาม ผมได้เสนอต่ออัยการให้มีการเจรจานอกรอบร่วมกันทุกฝ่าย เพราะที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนยังไม่เคยถามผมว่าทำหน้าที่อะไร อย่างไร และเกี่ยวข้องกับการชูป้ายอย่างไร เช่นเดียวกับอีก 4 คน แต่ละคนทำหน้าที่อะไร อย่างไร เนื่องจากผมและอีก 4 คนไม่เคยเจอกันก่อน ไม่เคยมีการชุมนุม บางคนรู้จักแต่ชื่อเท่านั้น” ดร.ชยันต์ กล่าวรายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน (15) พนักงานอัยการได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก สอบปากคำพยานเพิ่มเติม คือ ดร.จณิษฐ์ เฟื่องฟู อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ความเห็น และตีความจากข้อความบนแผ่นป้าย “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร”

 

 

You may also like

ขนส่งจะเริ่มออกตรวจสอบวัดควันดำทั้งถนนสายหลัก และสายรอง หากพบค่าควันดำเกิน 30% ติดสติ๊กเกอร์ห้ามใช้และให้เจ้าของรถแก้ไข

จำนวนผู้