“สุรเกียรติ์” เปิดงาน ICBMS5 แนะไทยดึงทุกคู่ขัดแย้งในพม่าร่วมเจรจา เริ่มจากประเด็นง่าย-ขัดแย้งน้อยสู่มาก

“สุรเกียรติ์” เปิดงาน ICBMS5 แนะไทยดึงทุกคู่ขัดแย้งในพม่าร่วมเจรจา เริ่มจากประเด็นง่าย-ขัดแย้งน้อยสู่มาก

- in headline, อาเซียน +3

“สุรเกียรติ์” แนะไทยเป็นตัวกลางดึงทุกคู่ขัดแย้งในพม่าเจรจา เริ่มจากประเด็นง่าย-ขัดแย้งน้อย ในงานประชุมวิชาการพม่าศึกษา (Burma/Myanmar Studies ครั้งที่ 5-ICBMS5) ขณะที่นักวิชาการไทใหญ่ชี้ไทยเหมาะเป็นคนกลาง แต่อุปสรรคสำคัญคือ กต.-ทบ.ขาดความเป็นเอกภาพระหว่างวันที่ 14-16 ส.ค.69 ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มช. (RCSD) จัดประชุมวิชาการนานาชาติ Burma/Myanmar Studies ครั้งที่ 5 (ICBMS5) ภายใต้หัวข้อ “Between Crisis & Possibility: Voices for Myanmar’s Transformation” ที่ห้องประชุม สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (UNISERV CMU)  โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (APRC) และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ และมีผู้สนใจ ทั้งนักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ นักศึกษา ผู้แทนสถานทูต กลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกว่า 900 คนดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ICBMS5 และผู้อำนวยการศูนย์ RCSD กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้ส่งบทสรุปและผลงานวิจัยเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งครอบคลุม 14 หัวข้อย่อย ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับวิกฤติในหลากหลายมิติ ทั้งทรัพยากร อารยะขัดขืนและความรับผิดชอบของรัฐ ศักยภาพ มนุษยธรรม และการเอาชีวิตรอดพื้นที่ชายแดน บทบาทหญิงชาย และเพศสภาพ การศึกษาและโรงเรียนในภาวะสงคราม

“รัฐประหารที่เกิดขึ้นในพม่าไม่ได้สร้างแค่วิกฤติทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความพยายามในการสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยให้เป็นจริง เมื่อโครงสร้างแบบเดิมพังทลายลง แต่แนวคิดทางการเมืองใหม่ยังไม่สามารถตั้งหลักได้อย่างสมบูรณ์ สถานการณ์จึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ สิ่งนี้ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า แท้จริงแล้วพม่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร และอะไรคือความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างรัฐ ชุมชน และประชาชน การหารือร่วมกันในครั้งนี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยออกแบบ จินตนาการทางการเมือง และการมองอนาคตของรัฐชาติ การสร้างสถาบันในจินตนาการ ความมุ่งมั่น และเจตจำนงทางการเมือง รวมถึงการเมืองในจินตนาการของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และนักเคลื่อนไหวทุกรุ่นที่ต่างมีพื้นหลังที่คล้ายคลึงกัน ล้วนต้องเผชิญคำถามว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในทางการเมืองแห่งอนาคต ซึ่งจะกลายมาเป็นตัวตนของเศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจพื้นที่อนุรักษ์ในชุมชน และสิทธิในการมีส่วนร่วมด้าน ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังกล่าวเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสาธารณสุข การศึกษา มลพิษข้ามพรมแดน PM2.5 ยาเสพติด สแกมเมอร์ ตลอดจนสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งบางปัญหาไทยจำเป็นต้องหารือกับเมียนมา ขณะที่บางปัญหาต้องประสานกับประเทศอื่น เช่น จีน ควบคู่กันไปด้วย

“เมียนมายังคงมีการสู้รบภายใน ซึ่งปลายทางสำคัญคือต้องสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา ผ่านกระบวนการที่ดึงคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการพูดคุยแบบ Inclusive Dialogue นั่นคือการเสวนา มีการเจรจาสันติภาพ โดยมีทุกฝ่าย ทุกคู่ขัดแย้งมาให้ครบ เพราะปัจจุบันมีกลุ่มที่เห็นต่างในเมียนมาอย่างน้อยราว 40 กลุ่ม ในจำนวนนี้บางกลุ่มไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลทหาร ขณะที่บางกลุ่มก็ไม่ยอมรับที่จะพูดคุยกับรัฐบาลทหารพม่า แต่หากทุกฝ่ายยังไม่สามารถพูดคุยกันได้ ก็ยากที่จะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน”ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์  ยังกล่าวอีกว่า ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากประเด็นการเมืองที่มีความขัดแย้งสูงสุด อย่างเรื่องการแบ่งอำนาจ สหพันธรัฐ หรือการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ควรเลือกเรื่องง่ายหรือเรื่องที่มีความเป็นการเมืองน้อยกว่า เช่น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค หรือการดึงศูนย์ประสานงานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน ถือเป็นการเริ่มต้นจาก ‘lowest-hanging fruit’ หรือผลไม้ที่อยู่ต่ำที่สุด และเก็บได้ง่ายที่สุด ก่อนจะขยับไปสู่ประเด็นที่ซับซ้อนกว่าทั้งนี้ทุกฝ่ายควรมีโอกาสหาข้อตกลงร่วมกันได้ เพื่อลดความรุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ให้เริ่มจากข้อเท็จจริงว่า การสู้รบทำให้เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และประชาชนเสียชีวิต ขณะที่หมู่บ้านถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง  เราไม่บอกฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนดี แต่หากทุกฝ่ายเห็นตรงกันเรื่องการลดความรุนแรง ยอมให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง จากนั้นค่อยขยับไปคุยเรื่องที่ยากขึ้น เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ รูปแบบการปกครอง หรือคำถามว่าเมียนมาจะเดินไปสู่ระบบสหพันธรัฐหรือไม่ เป็นต้น“สถานการณ์เวลานี้อยู่ในภาวะที่แต่ละฝ่ายยังคงขาดความไว้วางใจอย่างมาก ซึ่งยากจะเดินไปสู่การเจรจา ฉะนั้นจึงต้องสร้างกระบวนการความเชื่อมั่นระหว่างคู่ขัดแย้ง โดยก่อนหน้านี้ การเจรจามักเกิดขึ้นโดยแต่ละฝ่ายเลือกคุยเฉพาะคนที่ตัวเองยอมรับ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร การเจรจาแบบ Inclusive Dialogue จำเป็นต้องเลือกคุยกับทุกฝ่าย รวมถึงฝ่ายที่อาจไม่เห็นด้วย  หรือเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรงด้วย โดยทั้งอาเซียนและไทยจำเป็นต้องมีบทบาทที่จริงจังกันกว่านี้  เพราะหากจุดยืนของเมียนมายิ่งห่างออกจากกรอบของอาเซียน กระบวนการที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพก็จะยิ่งยาก” ศ.ดร.สุรเกียรติ กล่าว

ขณะที่นายคืนใส ใจเย็น นักวิชาการอาวุโสชาวไทใหญ่ ให้ความเห็นว่า การจัดเวทีลักษณะนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายที่ต่างมีความเห็นของตนเองได้เข้ามารวมตัว และสะท้อนปัญหา แม้เวทีในเบื้องต้นอาจจะยังไปไม่ถึงขั้นการหาทางออก (Way Out) หรือทิศทางข้างหน้า (Way Forward) ที่สมบูรณ์ แต่ถือเป็นบันไดขั้นแรกในการระบุปัญหาที่แท้จริงให้ชัดเจน ก่อนจะนำไปสู่เวทีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาเชิงรูปธรรมในอนาคตอันใกล้“ไทยมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลาง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลักอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์กัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนได้ ทั้งสองมหาอำนาจก็พร้อมจะยอมรับ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของไทยคือ ปัญหาเสถียรภาพภายในประเทศ ที่ยังขาดรัฐบาลที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ความไม่เป็นเอกภาพระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกองทัพบก (ทบ.) แม้ กต. จะมีความเชี่ยวชาญด้านการทูต แต่กองทัพบกมีความเข้าใจและรู้จักกลุ่มต่าง ๆ ในเมียนมาตามแนวชายแดนมากกว่า หากทั้งสองหน่วยงานไม่สามารถบูรณาการและทำงานร่วมกันได้ นโยบายหรือบทบาทที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามทำก็จะไม่บรรลุผล

เครดิตภาพ/ข่าว : ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์ มช. (CCARC)

You may also like

เปิดตัวยิ่งใหญ่ เชียงใหม่ เอฟซี ลุยศึกบอลลีกฤดูกาลใหม่ ตั้งเป้าล่าตั๋วไทยลีก 2 ด้วยนักเตะสายเลือดใหม่ และพันธมิตรคับคั่ง

จำนวนผู้