มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ผสานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เฝ้าระวังและตรวจจับไฟป่าอย่างแม่นยำ รวดเร็ว ต้นทุนต่ำและเข้าถึงได้จริง สามารถบินได้ไกลกว่า 60 กิโลเมตร แจ้งเตือนพิกัดจุดเกิดเหตุแบบเรียลไทม์ผ่าน GPS เพิ่มศักยภาพการเฝ้าระวังไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง ความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของภาคเหนืออย่างเป็นระบบ

.
ท่ามกลางวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงในภาคเหนือ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน ที่ทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ด่านหน้า” ของการเฝ้าระวังและตรวจจับไฟป่าอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ เปิดโอกาสให้หน่วยงานและชุมชนเข้าถึงการใช้งานจริง กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และเป็นความหวังใหม่ของการจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือของประเทศไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู อาจารย์วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) มาทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจจับไฟป่า ถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยงทำได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ตรวจจับไฟป่าได้อย่างแม่นยำ และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เร็วกว่าที่เคย โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศจาก UAV (โดรน) เป็นข้อมูลการฝึก AI ให้เรียนรู้และจำแนกเหตุ สามารถระบุจุดกำเนิดไฟและควันได้ถูกต้อง

.
โดรนที่พัฒนาขึ้นสามารถบินได้ไกลกว่า 60 กิโลเมตรและแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านระบบ GPS ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทราบพิกัดจุดเกิดเหตุแบบเรียลไทม์ ทำให้การปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสูงมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ระบบยังออกแบบให้โดรนบินในระดับต่ำ เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและสร้างแผนที่ไฟป่าความละเอียดสูง พร้อมภาพถ่ายจริงที่มีคุณภาพเทียบเท่าเทคโนโลยีชั้นนำ
.
จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือ “การเข้าถึงได้จริง” ด้วยต้นทุนต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อชุด ซึ่งต่ำกว่าระบบระดับอุตสาหกรรมที่มีราคาหลายล้านบาท ส่งผลให้หน่วยงานรัฐ องค์กรท้องถิ่น และชุมชน สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานได้อย่างกว้างขวาง ลดข้อจำกัดด้านงบประมาณ และเพิ่มศักยภาพการเฝ้าระวังไฟป่าในพื้นที่เสี่ยงทั้งภูมิภาค

.
ในด้านการประมวลผล ข้อมูลภาพแบบ snapshotจะถูกนำมาเรียงต่อเป็นภาพผืนใหญ่ ก่อนใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจหาพิกัด Hotspot และภาพจุดเกิดเหตุโดยอัตโนมัติ ข้อมูลดังกล่าวสามารถจัดทำเป็นรายงานรายวันหรือรายชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยาน ทีมดับไฟป่าชุมชน และศูนย์บัญชาการ ในการวางแผนตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ
.
ดังนั้น ระบบ UAV ผสาน AI จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของการจัดการไฟป่าในภาคเหนือ ที่ผสานเทคโนโลยีระดับสูง ความร่วมมือของประชาชน และข้อมูลที่นำไปใช้ในการตัดสินใจได้จริง สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างนวัตกรรมที่คุ้มค่า ตรงจุด และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงนโยบายที่ยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ของประเทศอย่างยั่งยืน
.
นวัตกรรมการจัดการไฟป่าด้วยโดรน (UAV) ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน PM2.5 ซึ่งดำเนินงานโดยคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ความเห็นล่าสุด