มองแวดบ้าน # EP.2
บก.Shan News ชี้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ยังสู้รัฐบาลเมียนมาเพื่อประชาธิปไตยแบบสหภาพ พร้อมทวงสิทธิตัวเองคืน-ไม่ให้ถูกบีบเป็นเมียนมาโดยไม่สมัครใจ ยอมรับปัจจุบันกลุ่มไทใหญ่หนีมาพึ่งพิงไทยมากที่สุด จนต้องตั้งมูลนิธิเพื่อควบคุมดูแลกันเอง
Mr.Yeepongmueng Jaichun หัวหน้าบรรณาธิการ Shan News กล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบันว่าเป็นการเปลี่ยนสีของเมียนมา ถอดชุดทหารใส่ชุดคนธรรมดา และ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ก็อยากให้มีการรับรองเมียนมาเป็นรัฐบาลประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลทหาร จึงขอให้ไทยช่วยล็อบบี้ในอาเซียน ขณะเดียวกันก็ขอให้จีน รัสเซีย ล็อบบี้สหประชาชาติ
เพราะประเทศไทย เป็นตัวเลือกที่ดีในการขอความช่วยเหลือ ปกติเมื่อเกิดปัญหาภายในประเทศ คนเมียนมาก็มักจะเลือกมาที่ไทย พึ่งพิงไทยมากกว่าประเทศอื่น แม้กระทั่งจีน ที่ได้รับเงินช่วยเหลือมากกว่า แต่ไปจีนแล้วทำอะไรไม่ได้ ช่องทางสื่อสารทางโซเชียลมีเดียถูกปิด ติดต่อญาติพี่น้องหรือบุคคลภายนอกลำบาก เดินทางไปประเทศที่ 3 ต่อก็ไม่ได้ ทำให้ถึงตอนนี้มีคนเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทยทั้งแบบถูกต้องตามกฎหมาย และลักลอบเข้าเมือง ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน
สำหรับการต่อสู้ระหว่างรัฐบาล กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเมียนมานั้น Mr.Yeepongmeueng ให้ความเห็นว่า แม้เมียนมาจะไม่ใช่กลุ่มชนที่มีมากที่สุดในประเทศ แต่มีกองทัพ และทหาร เป็นของตัวเองตั้งแต่สมัยต่อสู้กับอังกฤษ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในตอนนั้นยังไม่มีกองกำลังของตัวเอง ไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่าง สู้กับเมียนมาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การต่อต้านรัฐบาลเมียนมาของกลุ่มชาติพันธุ์ กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ หรือรัฐบาลเงา (NUG) ก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่เหมือนกันทุกประการ ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง นั่นคือ PDF ไม่ชอบอำนาจเผด็จการ จึงต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจประชาธิปไตย แตกต่างกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาอื่นๆ หรือกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ เพราะกลุ่มเหล่านี้อยากได้ประชาธิปไตยแบบสหภาพ (Union Democracy) ที่สำคัญอยากได้สิทธิของตัวเองคืนด้วย ไม่ใช่ถูกบังคับให้เป็นเมียนมาโดยไม่สมัครใจ
เช่น ในการถ่ายบัตรประจำตัว จะมีช่องให้ระบุชาติพันธ์ แต่ในความเป็นจริงจะถูกเขียนเป็นเมียน มาทั้งหมด นอกจากนี้ชาติพันธุ์ต่างๆ ก็มีภาษาพูด ภาษาเขียน ของตัวเอง แต่ไม่สามารถเรียนได้ ในโรงเรียนสอนแต่ภาษาเมียนมา หากใครแอบเรียนภาษาชาติพันธ์ของตัวเอง จะถูกจับกุมและมีโทษ ดังนั้นเมื่อพูดถึงประชาธิปไตยและสันติภาพ จึงเป็นแค่ความฝัน และอนาคตอันยาวไกลที่ยังมาไม่ถึง
หัวหน้าบรรณาธิการ Shan News ยอมรับว่า ในจำนวนคนสัญชาติเมียนมาที่เข้ามาในไทยมากกว่า 10 ล้านคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนไทใหญ่ ดังนั้นจึงมีความพยายามติดต่อและดูแลกัน ผ่านมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) ที่ดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มไทใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งพบว่ากลุ่มที่มีปัญหาคือเด็กที่เกิดในฝั่งพม่า แต่ยังไม่ได้บัตร ติดตามพ่อแม่ที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย พอเจอสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีความกดดันน้อยกว่า มีเสรีภาพมากกว่า พ่อแม่หลายคนก็แยกทางกัน ต่างมีสามี-ภรรยาใหม่ ลูกที่ตามมาด้วยจึงเคว้งคว้าง ออกมาเร่ร่อน ภาษาพม่าก็ไม่รู้ ไม่ทันได้เรียน ภาษาไทยพูดได้ แต่อ่านเขียนอาจไม่แตกฉาน เพราะเป็นเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ
โชคดีที่รัฐบาลไทยมีนโยบาย ให้เด็ก G -Code มีโอกาสในการศึกษา แต่สิทธิต่างๆ ก็จำกัด เมื่อโตขึ้นหลายคนจึงก่อปัญหาในเมืองไทย ต้องคอยตักเตือนว่าอย่าสร้างปัญหา แผ่นดินไทยมีบุญคุณ สามารถทำมาหากินและอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยกว่าฝั่งพม่า
นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation) ตั้งอยู่ในเชียงใหม่ ทำงานเชิงรุกช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่ในไทย ให้เข้าถึงสิทธิแรงงาน สวัสดิการสังคม และการดูแลสุขภาพ.


ความเห็นล่าสุด