แม่ทัพภาคที่ 3–ปภ. ร่วมกับผู้ว่าฯภาคเหนือ Kick Off การป้องกัน รับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือ พร้อมบูรณาการจัดการปัญหาในพื้นที่และสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างเต็มกำลัง

วันนี้ (9 ม.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้บริหาร ปภ. ร่วมการประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงานแก้ไข ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 เป็นประธานการประชุมฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทน 17 จังหวัดภาคเหนือ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมฯ
พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการประชุมพูดคุยในระดับภาค เพื่อซักซ้อมความเข้าใจร่วมกันของ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้สามารถร่วมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ได้อย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นวัน Kick Off และเป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนได้เริ่มต้นบูรณาการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2569 โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ พื้นที่เผาไหม้ลดลง 10 – 20% ค่าเฉลี่ย PM2.5 ลดลง 5 – 10% และจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลดลง 5% ซึ่งจะดำเนินการร่วมกันใน 5 ส่วน ได้แก่ เกษตร ป่า เมือง หมอกควันข้ามแดน และบริหารจัดการภาพรวม พร้อมเน้นดำเนินการร่วมกัน ทั้งปฏิบัติการทางภาคพื้นและอากาศ โดยแบ่งมอบพื้นที่ให้จังหวัดรับผิดชอบอย่างชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติงานทุกนายให้มีความปลอดภัยตลอดการปฏิบัติภารกิจ

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยของประชาชนเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมักจะเกิดบ่อยครั้งในช่วงรอยต่อของฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูร้อน รัฐบาลมีความห่วงใยในเรื่องของสุขภาพของพี่น้องประชาชนจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการปฎิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือที่ครอบคลุมในทุกมิติ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะหน่วยสนับสนุนในการร่วมขับเคลื่อนการดำเนินการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ตามนโยบายของรัฐบาล และข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป และมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 โดยใช้กลไกตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570 ซึ่งมุ่งบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกมิติ

สำหรับการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ดำเนินการ ดังนี้ ด้านการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ โดยอาศัยกลไกของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ในการติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบห้องปฏิบัติการ (War Room) ด้านการแจ้งเตือน บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 หากพบว่าค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่า 75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขึ้นไป ปภ. จะทำการแจ้งเตือนไปยังประชาชนให้รับทราบสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่องทุกช่องทาง และแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ที่ได้กำหนดไว้ อีกทั้งยังได้มีการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน โดยใช้กลไกอาสาสมัครเข้ามามีบทบาทร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่การวางแผน ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ กำหนดมาตรการชุมชน สร้างเครือข่ายประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในการแก้ปัญหาได้ด้วยชุมชนเอง นอกจากนี้ ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5) โดยให้จังหวัดพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เมื่อค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าตั้งแต่ 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ติดต่อกัน 5 วัน
อธิบดีธีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ปภ. ยังได้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยการปฏิบัติการทางภาคพื้น ได้เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลปฏิบัติการด้านภัยจากไฟป่าและหมอกควันไว้ประจำศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ รวม 320 หน่วย อาทิ รถดับไฟป่า รถบรรทุกน้ำ รถยนต์ดับเพลิงพร้อมระบบโฟมอัดอากาศแรงดันสูง รถบรรทุกติดตั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล ชุดยานยนต์ดับเพลิงพร้อมระบบควบคุมระยะไกลและอุปกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจของจังหวัดในการดับไฟป่าและการลดฝุ่นละอองตามแผนเผชิญเหตุของจังหวัด สำหรับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 เขต ได้แก่ ศูนย์ ปภ. เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง เขต 15 เชียงราย และเขต 16 ชัยนาท จัดเตรียมเครื่องจักรปฏิบัติการด้านไฟป่าและหมอกควัน รวม 89 หน่วย

นอกจากนี้ ยังมีการปฏิบัติการทางอากาศ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับกองทัพบก เตรียมพร้อมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (KA-32) ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังภาคพื้นดินเข้าถึงยากและเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตรายของผู้ปฏิบัติงาน โดยปัจจุบันเฮลิคอปเตอร์ KA-32 พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยประจำ ฮ.ปภ.32 “The Guardian Team” ได้ขึ้นมาประจำการ ณ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 ลำ โดยเริ่มประจำการตั้งแต่เมื่อวานนี้ (8 ม.ค. 69) เพื่อร่วมปฎิบัติภารกิจไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งนี้ ปภ.มีความพร้อมในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อสร้างอากาศสะอาดแก่ประชาชน และบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 เพื่อลดผลกระทบแก่พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

“ต้องขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือที่ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าทุกท่านมีความเข้าใจในบริบทและสภาพปัญหาของพื้นที่ และได้มีการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นอย่างดี รวมถึงขอขอบคุณองคาพยพของทุกส่วนราชการที่จะเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา ทั้งหน่วยทหาร ฝ่ายพลเรือน องค์การมหาชน และภาคประชาชนที่เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่องในปี 2569 สำหรับทรัพยากรและกำลังพลจากทุกหน่วยงานในขณะนี้มีความพร้อมเป็นอย่างมาก ซึ่งในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์บรรเทาสาธารณภัย (KA-32) มาร่วมปฏิบัติการเช่นเดียวกัน ตลอดจนขอฝากถึงทุกหน่วยงานต้องมีการบูรณาการข้อมูลและรายงานข้อมูลเพื่อให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การจัดการการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน สามารถดำเนินการภายใต้แนวทาง 3 สร้าง ประกอบด้วย 1) สร้างความรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติอย่างต่อเนื่อง 2) สร้างรายได้ทางการเกษตรให้กับประชาชน เพื่อนำไปสู่ลดการเผา อาทิ การแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการเผา 3) สร้างอาสาสมัคร เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ โดยนำอาสาสมัครอาสาสมัครและมูลนิธิ เข้ามาสนับสนุนการจัดการไฟป่าร่วมกับภาครัฐ โดยทั้ง 3 สร้างนี้ จะเป็นเกราะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เห็นผลได้จริงและยั่งยืน” นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าว.



ความเห็นล่าสุด