วิกฤติรุมเร้าคนไทย ฤา“ปี๋ใหม่เมือง”จะผ่านไปอย่างหงอยเหงา

วิกฤติรุมเร้าคนไทย ฤา“ปี๋ใหม่เมือง”จะผ่านไปอย่างหงอยเหงา

วิกฤติซ้อนวิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทำให้คนไทยเดือดร้อนถ้วนหน้า และบรรยากาศเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้ชื่อว่า “เมืองท่องเที่ยว” ค่อนข้างเงียบเหงา เดิมทีช่วงไหนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง ก็จะมีการรณรงค์ “ไทยเที่ยวไทย” ประกอบกับประเพณีปี๋ใหม่เมือง หรือสงกรานต์ของภาคกลาง ก็เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับภูมิลำเนา ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัวหากปีนี้แตกต่างจากทุกครา ไม่เพียงดัชนีคุณภาพอากาศ ที่เกิดวิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 ดังจะเห็นว่าช่วงต้นเดือนเมษายน ค่า PM 2.5 เกินมาตรฐานระดับสีแดงหลายพื้นที่ และมักครองอันดับ 1 เมืองที่มลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก ทำให้ทั้งเมืองหม่นมัว ทัศนวิสัยรอบด้านย่ำแย่ ถึงขั้นแสบตา แสบจมูก และในรายที่ภูมิต้านทานต่ำ อาจหายใจติดขัด มีเลือดกำเดาไหลหยด ไม่เหมาะกับการท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพบว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้พยายามปฏิบัติการฝนหลวงมาโดยตลอด เพื่อบรรเทาวิกฤติปัญหาทั้งฝุ่นควัน ไฟป่า และความร้อนแล้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ฝนที่ตกไม่ทั่วฟ้าทำให้คลี่คลายสถานการณ์ได้ไม่ทั่วถึงซ้ำยังมีวิกฤติเศรษฐกิจน้ำมันแพง อันเป็นผลพวงจากการสู้รบในตะวันออกกลาง และการที่รัฐบาลไทยหยุดตรึงราคาน้ำมัน ส่งผลให้ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นถึง 7 ครั้ง ดีเซลขึ้นมาลิตรละ 10.80 บาท ขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 10.50 บาท ปั๊มน้ำมันเกือบทั่วประเทศขาดแคลนน้ำมันจำหน่าย ภาพรถติดยาวเหยียดเพื่อต่อแถวรอเติมน้ำมันจึงอุบัติขึ้น เพราะทุกคนตระหนักดีว่าราคายังขึ้นไม่สุด และทันทีที่ย่างเข้าสู่เดือนเมษายน เพียงสัปดาห์แรกก็ขึ้นไปแล้ว 3 ครั้ง ดีเซลขยับอีก 9.80 บาท กลุ่มแก๊สโซฮอล์ขึ้นอีก 1.90 บาท สรุปรวมตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 – วันนี้ (9 เมษายน 2569) ราคาดีเซลพุ่งไปแล้ว 20.60 บาท ทะลุ 50 บาท/ลิตร ไปแล้วเรียบร้อย ส่วนแก๊สโซฮอล์ เพิ่มขึ้น 12.40 บาท ทั้งมีแนวโน้มว่าจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าล่าสุดอิหร่านจะตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 2 สัปดาห์แต่ก็ไม่แน่ว่าข้อตกลงนี้จะถูกล้มเลิกไปก่อนหรือไม่ แน่นอนว่าเมื่อน้ำมันขึ้นราคา สินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ ย่อมขยับตามเป็นพรวน  และสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงก็คือกลุ่มเวชภัณฑ์ และยา ที่มีราคาสูงขึ้น และมีสิทธิ์จะขาดแคลนในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่แบกรับผลกรรมก็หนีไม่พ้น “ประชาชน”ทั้งประเทศ ความหวังที่การท่องเที่ยวจะกลับมาคึกครื้นช่วง “ปี๋ใหม่เมือง” จึงเลือนราง แม้แต่ลูกหลานที่ออกบ้านไปทำงานต่างจังหวัด ควรกลับบ้านเกิดมาเยี่ยมเยือนครอบครัว ก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก จะช่วงชิงซื้อตั๋วในระบบขนส่งต่างๆ ได้ไหม ยิ่งในกลุ่มที่ใช้พาหนะส่วนตัว จะมีน้ำมันให้เติมระหว่างเดินทางหรือไม่ ถ้ามีต้องรอคิวนานแค่ไหน จ่ายแพงเพียงไร ครั้นถึงบ้านเกิดแล้ว อากาศจะปลอดโปร่ง เป็นใจให้กินเที่ยวกับครอบครัว และเพื่อนฝูง หรือจะกรำฝุ่นพิษ ป่วยด้วย PM 2.5สถานการณ์ตอนนี้ ความต้องการกับความจริงจึงย้อนแย้งสวนทางกัน ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าที่เคยวางแผนไว้ และเหลียวหน้าแลหลังก็ยังไม่เห็นอัศวิน ที่จะขี่ม้าขาวออกมาช่วยกอบกู้วิกฤติได้สักอย่างเดียว ฤา “ปี๋ใหม่เมือง” ปีนี้ จะผ่านพ้นไปอย่างหงอยเหงา คนทำงานต่างถิ่นได้แต่ครวญเพลง“คิดถึงบ้าน” พร้อมต่อสายวิดีโอคอลคุยกันไปพลางๆ แทนการเดินทาง (หรือเปล่า)

 

อุมาพร มาระดา รายงาน

You may also like

มาดามหยกเชิญชวนทุกท่านเที่ยวเชียงใหม่

จำนวนผู้