สทนช.เร่งคลอดคณะกรรมการ 22 ลุ่มน้ำใหม่ ตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ’61 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

สทนช.เร่งคลอดคณะกรรมการ 22 ลุ่มน้ำใหม่ ตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ’61 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

สทนช.เดินหน้าคัดเลือก-สรรหากรรมการลุ่มน้ำ และกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. ภายหลังพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 จำนวน 22 ลุ่มน้ำหลักใหม่ มีผลบังคับใช้ พร้อมขีดเส้นต้องแล้วเสร็จภายในกันยายน 2564 นี้ มั่นใจจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย และได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำของประเทศไทยใหม่ ที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและวิถีชีวิตของประชาชน จาก 25 ลุ่มน้ำหลัก เหลือ 22 ลุ่มน้ำหลัก โดยใช้หลักการพิจารณา ได้แก่ จุดออกของลุ่มน้ำ สภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ วัฒนธรรม การแบ่งเขตการปกครอง การใช้น้ำ การบริหารจัดการน้ำ และพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ควรอยู่ต่างภูมิภาค ทั้งนี้ การแบ่งลุ่มน้ำหลักใหม่ จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศดำเนินไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สามารถใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่งคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับลุ่มน้ำหลักใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำนั้น ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้ ประกอบกับกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎกระทรวงการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. พ.ศ. 2564 กฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 และกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 แล้ว สทนช. จึงได้เตรียมดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนภาคส่วนต่างๆ และการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. ให้แล้วเสร็จภายเดือนกันยายน 2564 โดยในส่วนของคณะกรรมการลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องเป็นผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำนั้น จังหวัดละ 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ จำนวน 9 คน ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคพาณิชยกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน โดย สทนช. ต้องดำเนินการคัดเลือกหรือสรรหาผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ตามที่ระบุคุณสมบัติไว้ในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ จำนวน 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 คน โดย สทนช. จะดำเนินการประกาศเปิดรับการเสนอรายชื่อผู้มีความประสงค์เข้ารับการคัดเลือก ณ ที่ทำการ สทนช. ภาค 1-4 และทางเว็บไซต์ สทนช. ต่อจากนั้นจะดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำ ในแต่ละเขตลุ่มน้ำเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อผู้เข้ารับการคัดเลือกเพียงลุ่มน้ำละ 6 คน ทั้งนี้ เมื่อได้รายชื่อผู้เข้ารับการคัดเลือกครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว คณะกรรมการคัดเลือกที่ประธาน กนช. แต่งตั้ง มีเลขาธิการ สทนช. เป็นประธาน หน่วยงานตามที่กฎกระทรวงกำหนดอีก 9 คน ร่วมเป็นกรรมการ และมีข้าราชการของ สทนช. อีก 1 คน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ จะจัดประชุมพิจารณาคัดเลือกกรรมการลุ่มน้ำจากบัญชีรายชื่อกรรมการลุ่มน้ำที่ได้รับการเสนอเข้ารับการคัดเลือกจากลุ่มน้ำต่างๆ เพื่อคัดเลือกเป็นกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. ต่อไป ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564 นี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 คน กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ จำนวน 6 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน โดยมีเลขาธิการ สทนช. ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและเลขานุการ และมีข้าราชการของ สทนช. ทำหน้าที่กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการอีกไม่เกิน 2 คน โดย กนช. มีหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในทุกมิติ อาทิ การจัดทำนโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและแผนงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนแม่บทฯ และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำต่างๆ ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำเสนอ เป็นต้น

“ภายหลังจากได้คณะกรรมการลุ่มน้ำใหม่ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลัก และกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช. แล้ว จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและปัญหาในเชิงพื้นที่ และตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง รวมทั้งสามารถตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมในทุกมิติมากยิ่งขึ้น ตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561” เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำในตอนท้าย

You may also like

พ่อเมืองเชียงใหม่วอนอย่าชะล่าใจแม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง

จำนวนผู้