“บิ๊กตู่”ย้ำเอาผิดกับทุกคนที่ไม่หวังดีต่อชาติ ปลุกมวลชนเคลื่อนไหว

“บิ๊กตู่”ย้ำเอาผิดกับทุกคนที่ไม่หวังดีต่อชาติ ปลุกมวลชนเคลื่อนไหว

เชียงใหม่ (30 มิ.ย.58) / รองโฆษกสำนักนายกฯ แจง“บิ๊กตู่” ห่วงใยปัญหาทุกด้าน ทั้งท่องเที่ยว กีฬา การศึกษา การบริหารจัดการน้ำ พร้อมย้ำนายกฯ-รัฐบาล ไม่เคยมีปัญหากับใคร แต่ถูกกลุ่มไม่หวังดีปลุกมวลชนต้าน-ป้ายสีในโลกโซเชียล ยันจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกคน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสาระสำคัญจากการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2558 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ว่ามี 2 ส่วน คือส่วนที่  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีชี้แจงทั้งก่อนและหลังการประชุม ครม.กับส่วนที่มีการพิจารณาของ ครม. ซึ่งในส่วนแรก มีทั้งหมด 5 เรื่อง คือ 1) จากรายงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีเป้าหมายสร้างรายได้เข้าไทยจากการท่องเที่ยวถึงปีละ 2.2 ล้านล้านบาท ส่วนในด้านกีฬานั้น ปัจจุบันนักกีฬาไทยเก่งในการเล่นกีฬาประเภททีมมากกว่าประเภทบุคคล ซึ่งนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่าแตกต่างจากสมัยก่อนที่คนไทยเก่งกีฬาประเภทบุคคลมากกว่าทีม จึงให้แนวทางว่าควรจัดตั้งสาขาของสมาคมกีฬาในพื้นที่ภูมิภาคด้วย นอกเหนือจากที่ตั้งอยู่ในส่วนกลาง เพื่อให้ได้นักกีฬาเก่งๆ จากภูมิภาคเข้าไปร่วมแข่งขัน 2) ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดงานแสดงสินค้าอาหารที่เมืองทองธานี  นายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจ และประสบความสำเร็จ จึงสั่งให้กระจายจัดในภูมิภาค จะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคอีกทางหนึ่ง โดยกำหนดจัดในภูมิภาคครั้งแรกที่ จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงปลายเดือน ก.ค. และจะจัดที่ จ.เชียงใหม่ ปลายเดือน ส.ค.

3) การศึกษาในโรงเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญมาตลอด โดยอาศัยโรงงานอุตสาหกรรมให้เข้ามามีส่วนร่วมจัดหลักสูตร จะได้ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน จบแล้วมีงานทำ แต่ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ได้พบรายงานชิ้นหนึ่งจากสื่อ ว่าปัจจุบันการใช้ขีวิตของนักเรียนอาชีวะลำบากมาก ช่วงออกจากบ้านมาโรงเรียน และเดินทางกลับ ต้องเปลี่ยนจากชุดนักเรียนเป็นเครื่องแต่งกายมอซอ เพื่อความปลอดภัยจากคู่อริในการเดินทาง นายกฯ จึงได้สั่งให้หน่วยงานความมั่นคง เข้าไปประสานงานกับสถาบันอาชีวะศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตให้มากขึ้น 4) นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยด้านการบริหารจัดการน้ำ  การจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค จึงได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเข้าใจวิธีปฏิบัติของรัฐบาลชุดนี้ว่าไม่เหมือนชุดอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ท่ามักจะกู้เงินมาก่อน ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโครงการพัฒนา แต่รัฐบาลชุดนี้จะกู้เฉพาะปี 2558-2559 ส่วนที่อยู่นอกเหนือจากนี้ หากแผนงานยังไม่จบ รัฐบาลอื่นต้องเข้ามาสานต่อ ขณะเดียวกันในการจัดโครงสร้างต้องใช้งบประมาณสูง จึงต้องมีความชัดเจน โปร่งใส สร้างแล้วประชาชนจะได้อะไร งานจะเสร็จเมื่อไหร่ จะหาเงินมาใช้หนี้ได้อย่างไร เป็นต้น

5) นายกรัฐมนตรี พบข้อมูลในโลกโซเชียล ว่ามีกลุ่มการเมืองที่เสียผลประโยชน์ ออกมาเคลื่อนไหวและสนับสนุนให้คนในประเทศเคลื่อนไหว โดยสร้างข้อมูลเท็จในโลกโซเชียล รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนมีความรอบคอบต่อกระแสเคลื่อนไหว ไม่อ่อนไหวต่อข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง และหากได้รับข้อมูลดังกล่าว แค่ไม่ส่งต่อก็ถือว่าได้ช่วยเหลือ และสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติแล้ว ทั้งนี้นายกฯ ได้ ยืนยันว่าทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเอง และรัฐบาล ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือกลุ่มผู้ขัดแย้ง ดังนั้นหากใครทำผิดก็จะดำเนินการตามกรอบกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร นักศึกษา หรือกลุ่มขัดแย้งใดก็ตาม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงสาระสำคัญส่วนที่ 2 จากการพิจารณาของ ครม.นอกสถานที่ ว่ามี 5 ประเด็นเช่นกัน คือ 1) ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเสนอ ครม.ขอความเห็นชอบ ในการฟื้นฟูกิจการวิสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยที่ผ่านมาเมื่อผู้ประกอบการมีหนี้ชำระไม่ไหว ก็จะถูกเจ้าหนี้ หรือธนาคารฟ้องล้มละลาย วันนี้จะมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ฟื้นฟูกิจการได้ แต่หนี้ต้องเกิดจากการดำเนินกิจการเท่านั้น และเป็นธุรกิจที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีมูลหนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ขณะที่บริษัทจำกัดต้องมีวงเงินหนี้ไม่เกิน 10 ล้านบาท

2) ร่างกฎกระทรวงยกเว้นเงินได้ให้บุคคลธรรมดาที่จะขอยกเว้นภาษี พ.ศ.2494 ซึ่งผู้เกี่ยวข้องคือข้าราชการที่ยังไม่เกษียณ หรือคนที่เกษียณแล้ว ซึ่งขณะนี้อาจเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) อยู่ และต้องการกลับมาอยู่ใน พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 แทน รวมทั้งทหารกองหนุนที่ได้รับเบี้ยหวัด ซึ่งเงินที่ได้ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีอีก เพราะส่วนใหญ่คือผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว และเป็นเงินที่ไม่อยู่ในแผนคำนวณภาษีของสรรพากรอยู่แล้ว 3) ครม.เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ.2015 อันเป็นความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ขออนุมัติต่อ ครม.4 ด้าน คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรมพร้อมโยงระเบียบ กฎ กติกา เข้าไปด้วย, การพัฒนาที่ยั่งยืน ดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดภัยพิบัติ, การประสานงานในทุกๆ ด้าน

4) ครม.เห็นชอบร่างบันทึกแสดงเจตจำนง (MOI)  3 ฝ่าย ระหว่างไทย เมียนมาร์ และญี่ปุ่น เกี่ยวกับความร่วมมือในการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพื่อพัฒนาโครงการระยะสมบูรณ์ ตามที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขออนุมัติ  ซึ่งร่างทั้ง 2 ฉบับตามข้อ (3) และ (4) จะลงนามระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 7 ในวันที่ 2-4 ก.ค.นี้ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในประเด็นที่ 5) ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกด้วย.

You may also like

เมียนมาในเชียงใหม่จัดรำลึก 8.8.88

จำนวนผู้