กสศ.ร่วมกับภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทิศทางกองทุน หวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ

กสศ.ร่วมกับภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทิศทางกองทุน หวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ

กสศ.ร่วมกับภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทิศทางกองทุน เพื่อระดมความร่วมมือต่อยอด ขยายผลข้อเสนอแนวทางใหม่ หวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ พร้อมยกกองทุน 10 บาทเชียงใหม่เป็นต้นแบบ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2561 ที่โรงแรมคุ้มภูคำ นายกฤษณ์ ธนาวณิช รองผวจ.เชียงใหม่เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 ซึ่งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ร่วมกับ ภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา โดยมีนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวต้อนรับและมีผู้เข้าร่วมประชุมจากส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คน

นายกฤษณ์ ธนาวณิช รองผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในจังหวัดเชียงใหม่มีภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นการรวมตัวของสังคม รัฐ เอกชนที่มีใจตรงกันร่วมเป็นภาคีขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่เป็นเลขานุการภาคี เป็นผู้ประสานงาน ขณะนี้ได้ช่วยเหลือรัฐบาลทางด้านการศึกษาค่อนข้างดี มีผลงานปรากฏเช่น มีกองทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา(กองทุน 10 บาท)ซึ่งได้ดำเนินการขอรับบริจาคจากคนเชียงใหม่คนละ 10 บาทเพื่อช่วยเหลือเด็ก เยาวชนที่มีความยากจน ขาดแคลนอยู่แล้ว

ทางด้านดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา     (กสศ.) กล่าวว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ กสศ. ที่สนับสนุนให้ภารกิจสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาประสบความสำเร็จ คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกภาคประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบวิธีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตามบริบทของพื้นที่ตนเอง เช่นเดียวกับการเติบโตของภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ขณะนี้มีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ที่เข้มแข็งจนนำมาสู่ การจัดตั้งกองทุนปฏิรูปการศึกษาเชียงใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือกองทุน 10 บาท ระดมความร่วมมือและงบประมาณจากคนเชียงใหม่เพื่อสนับสนุนเด็กเยาวชนยากจนและด้อยโอกาสให้มีโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้สำเร็จโดยไม่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว นี่คือต้นแบบของกลไกพิเศษ ที่กสศ.จะสนับสนุนให้เติบโตขึ้นทั่วประเทศ

“กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีขึ้น จึงเป็นเวทีระดมความร่วมมือเพื่อต่อยอด ขยายผลข้อเสนอ แนวทางใหม่ๆ จากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งระบบ โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งที่สอง วันที่ 21 สิงหาคม จังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ 3 วันที่ 22 สิงหาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และครั้งที่ 4 ช่วงต้นเดือนกันยายน ที่กรุงเทพฯ  นอกจากนี้ กสศ.ยังเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น ที่ www.eef.or.th จึงขอเชิญชวนประชาชน หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน” ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวและชี้แจงอีกว่า

ภายหลังขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น สำนักงาน กสศ.จะนำทุกประเด็นความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ ระเบียบต่างๆ ต่อไป โดยกสศ.น่าจะมีผลงานใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1. ขจัดอุปสรรคต่อความเสมอภาคทางการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนประมาณ 620,000 คนทั่วประเทศ ด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และมาตรการดูแลต่อเนื่องโดยครูและสถานศึกษา

  1. X-ray พื้นที่ 15 จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ค้นหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาอายุระหว่าง 3-18 ปี จำนวน 100,000 คน แรก ส่งต่อสู่ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ ที่สอดคล้องกับความถนัดและศักยภาพของเด็กเป็นรายคน รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของตลอดแรงงานในแต่ละพื้นที่ ในอนาคตจะสามารถเป็นต้นแบบการทำงานให้ครบทั้ง 77 จังหวัดได้ในปีงบประมาณต่อไป 3. สนับสนุนทุนการศึกษาสายอาชีพสำหรับนักเรียนยากจนระดับ ม.3 ที่มีศักยภาพสูง 12,000 ทุน โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาจะมีงานทำได้ทันที ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเยาวชนและครอบครัวออกจากกับดักความยากจน ซึ่งถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนผ่านการส่งเสริมการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility)

นายไพรัช ใหม่ชมภู รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และเลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีเด็กยากจนราว 62,622 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กยากจนพิเศษจำนวน 26,098 คน ที่ผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,281 บาทต่อคน หรือเฉลี่ยเพียงวันละ 42.7 บาทเท่านั้น นักเรียนเหล่านี้ต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยเร่งด่วน ก่อนจะหลุดออกจากระบบการศึกษา

ในการดำเนินงานของกองทุน 10 บาท ในปีแรกได้รับการสนับสนุนจากคนเชียงใหม่บริจาคคนละ 10 บาท ภายในระยะเวลา 1 เดือน ระดมทุนได้จำนวน 2.7 ล้านบาท สามารถขยายผลช่วยเหลือเด็กและเยาวชน    ด้อยโอกาส จำนวน 230 คน แบ่งการสนับสนุนหลายด้าน เช่น ทุนการศึกษาสายอาชีพ  ทุนการศึกษาสายสามัญ  ทุนสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่ประกอบอาชีพเพื่อมีรายได้ระหว่างเรียน โดยการสนับสนุนนั้น มีตั้งแต่ระดับ 5,000-30,000 บาท ทั้งนี้ไม่ได้พิจารณาจากผลการเรียนเป็นตัวหลัก แต่เน้นเรื่องพฤติกรรม ความอดทน รับผิดชอบ การมีความใฝ่ฝัน และมีแรงบันดาลใจไม่ย่อท้อ โดยมีกระบวนการกลั่นกรอง คัดเลือกที่รอบคอบ มีการลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบ

“จากประสบการณ์ผมมองว่ากองทุน 10 บาทสำเร็จขึ้นมาได้เพราะ คนเชียงใหม่รู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน กองทุนนี้เป็นกองทุนของคนเชียงใหม่ทุกคน เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนของพวกเรา หากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยสนับสนุนให้เกิดกลไกลักษณะนี้ในทุกจังหวัด  ทำให้คนในพื้นที่ต่างรู้สึกมีส่วนร่วม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้” เลขานุการภาคีเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวและว่า

ในเวทีการรับฟังความคิดเห็นได้มีการนำเสนอ กรณีศึกษา “ระบบการติดตาม สนับสนุน และช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาส” ของ โรงเรียนวัดห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนขยายโอกาสที่ใช้ “ระบบการเยี่ยมบ้าน” ควบคู่ไปกับการใช้ แอปพลิเคชัน “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน”  ภายใต้ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : ISEE) ที่ช่วยเปิดใจครูให้รู้และเข้าใจศิษย์ และนำไปสู่การติดตามช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสและมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยการค้นหาความถนัดสู่การพัฒนาทักษะอาชีพ ดึงกลุ่มเสี่ยงกลับสู่สถานศึกษาอย่างมีความสุข

ทางด้านครูพิมพ์รดา ส่งชื่น  กล่าวว่า จากการที่โรงเรียนมีระบบเยี่ยมบ้านและการใช้แอปพลิเคชัน “ระบบคัดกรองปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ทำให้ครูทราบข้อมูลว่านักเรียนกว่าร้อยละ 90 มาจากครอบครัวหย่าร้าง อยู่ในชุมชนที่ห่างไกล สภาพพื้นที่เป็นดอยมีความยากลำบากในการเดินทางมายังโรงเรียน ความยากจนทำให้เด็กๆ ต้องไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนเพื่อหารายได้หรือใช้แรงงานรับจ้าง จึงต้องขาดเรียนอยู่เป็นประจำ และไม่มีเวลาที่จะทบทวนบทเรียนเพราะต้องทำงาน ผลการเรียนจึงไม่ค่อยดีนัก

“การที่ครูได้ไปเยี่ยมบ้านจะทำให้รู้ว่า เราจะส่งเสริมแต่ด้านวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าเน้นวิชาการก็จะมีเด็กอีกหลายคนต้องถูกทอดทิ้ง ดังนั้นครูที่นี่ก็จะช่วยเหลือเด็กทุกคนโดยมองข้ามคำว่าเก่ง แต่จะดูว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องอะไร ที่สำคัญก็คือการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพ เด็กต้องมีทักษะการมีชีวิตสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ และต้องมีทักษะในการทำงาน สองสิ่งนี้คือสิ่งที่ชุมชนและโรงเรียนมุ่งหวัง เพื่อให้เด็กๆ ได้ค้นหาหรือค้นพบคำตอบตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับชั้น ม.1-2 สามารถวางแผนชีวิตว่าจบแล้วจะไปเรียนต่อหรือทำอะไร

ซึ่งจากการทำงานของโรงเรียนและครูประจำชั้น ทำให้พบว่ามีเด็กนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องของทักษะอาชีพ อย่างในกรณีของ “สดใส” นักเรียนชั้น ม.3 และกลุ่มเพื่อน จนได้รับการฝึกอบรม “อาชีพช่างตัดผม” ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้ค้นพบตัวตนและความถนัดของตนเองและเกิดความสุขในการมาโรงเรียน ที่นำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิต โดยโรงเรียนวัดห้วยแก้วยังสนับสนุนต่อยอดให้เปิดเป็น “บริษัทสร้างการดี” สนับสนุนการฝึกทักษะอาชีพต่างๆ ให้กับนักเรียน

“พอได้เห็นฝีมือและผลงาน เราก็ชื่นชม ตัวเด็กเองก็มีกำลังใจ เขาก็เลยมาขอใช้บริเวณหน้าห้องวิทยาศาสตร์มาตัดผมให้เพื่อนๆ น้องๆ พอครูท่านอื่นๆ มาเห็นก็ชื่นชม สดใสก็เลยมีกำลังใจที่จะมาโรงเรียนมากขึ้น พอขึ้นมาชั้น ม.3 เขาก็เริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ย้ายมาอยู่ที่หอพักของโรงเรียนเพื่อที่มาเรียนหนังสือและสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่ จากเด็กเกเรหนีเรียนเปลี่ยนเป็นคนที่มีภาวะผู้นำมากขึ้นและมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตในอนาคตทำให้หันมาให้ความสำคัญกับการเรียนมากขึ้น”.

You may also like

 หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยผลสำรวจสมาชิกฯพบยอดขายธุรกิจก้ำกึ่งระหว่างทรงตัวกับดีขึ้น แต่สภาพคล่องทางการเงินตึงตัว

จำนวนผู้