“เครือข่ายฯชัยภูมิ ป่าแส”จี้รัฐเร่งไต่สวนการตายตามกฎหมาย พร้อมเลิกคุกคามคนใกล้ชิด-พยาน

“เครือข่ายฯชัยภูมิ ป่าแส”จี้รัฐเร่งไต่สวนการตายตามกฎหมาย พร้อมเลิกคุกคามคนใกล้ชิด-พยาน

- in headline, จับกระแสสังคม

เชียงใหม่ (24 เม.ย.60) / เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส จี้รัฐเร่งกระบวนการไต่สวนการตายตามกฎหมาย เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏโดยเร็ว  พร้อมเลิกใช้ปฏิบัติการทางจิตวิทยาคุกคามคนใกล้ชิด-พยานแวดล้อมเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 เม.ย. เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ซึ่งประกอบด้วย นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย, เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง, เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย, เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง, เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง, เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี, เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมือง, ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ, มูลนิธิรักษ์เด็ก, สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือชาวมอญผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน

นำโดย ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ, และ ศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล และตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายต่างๆ ได้จัดแถลงข่าวความ(ไม่)คืบหน้ากรณีวิสามัญ “ชัยภูมิ ป่าแส” ที่ห้องประชุมกระจก RCSD คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)ดร.ชยันต์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อ 17 มี.ค.60 เจ้าหน้าที่ทหาร ประจำด่านรินหลวง อ.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้วิสามัญฆาตกรรมเยาวชนนายชัยภูมิ นักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ จนถึงปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนนั้น เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส พบว่ามีข้อสังเกตหลายประการ เช่น

กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่เริ่มต้น ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร หรือตำรวจ ระดับสูง แต่ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างชี้แจง ให้ข้อมูล รวมถึงแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนไปในทิศทางเดียวกันคือ นายชัยภูมิ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติการณ์ หลีกเลี่ยงขัดขืนการตรวจค้นรถ รวมถึงมีความพยายามจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร อันเป็นเหตุให้ต้องวิสามัญฆาตกรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิด ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่รัฐต่างยืนยันว่า เป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันการกระทำผิดของนายชัยภูมิ แต่ต่อมาภายหลังกลับมีความเห็นว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้  โดยเฉพาะการให้เหตุผลของผู้บัญชาการทหารบก ที่กล่าวว่าได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วเห็นว่าตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด หากเปิดให้ดูเกรงว่าจะเกิดปัญหา เพราะต่างคนต่างมองประเด็นที่แตกต่างกันไป และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการส่งมอบภาพวงจรปิดให้แก่พนักงานสอบสวน เครือข่ายฯ จึงมีข้อกังวลว่า การบริหารงานของพนักงานสอบสวนในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานท่ามกลางข้อมูล และความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจระดับสูง ของหน่วยงานต่างๆ อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการทำงานของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเครือข่าย พบว่าหลังเหตุการณ์วิสามัญ มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในชุมชนกองผักปิ้ง  ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของนายชัยภูมิเกือบทุกวัน  บุคคลที่เกี่ยวข้องกับชัยภูมิหรือแม้แต่ผู้นำชุมชน ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเชิญตัวไปพบ เจอลูกกระสุนปืนถูกนำไปวางในบริเวณบ้านของคนใกล้ชิดกับนายชัยภูมิ โดยไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ ซึ่งถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคามรวมถึงกรณีชายแปลกหน้าไปถ่ายรูปบ้านคนใกล้ชิดของชัยภูมิ ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่ง เข้าไปก่อสร้างห้องน้ำให้กับบ้านของชัยภูมิ โดยอ้างว่าเป็นการเยียวยาให้กับครอบครัวของชัยภูมิ ส่งผลให้เกิดความสับสนความรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ รวมถึงหน่วยงานรัฐมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร กับคนในชุมชน บ้านกองผักปิ้งมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีทหารนายหนึ่งตบตีทำร้ายชาวบ้านในงานฉลองวันปีใหม่ จนนำไปสู่การฟ้องร้อง ชาวบ้านคนหนึ่งที่โพสต์ facebook เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว

เครือข่ายติดตามความคืบหน้ามีข้อสังเกตว่าการเข้าไปในชุมชนของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เดินผ่านแต่ละบ้านในแต่ละวัน  ไม่แตกต่างไปจากปฏิบัติการทางจิตวิทยา ที่สร้างความตึงเครียดให้กับชุมชน โดยเฉพาะบุคคลที่ใกล้ชิดกับชัยภูมิดังนั้นทางเครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้อง 3 ประการคือ 1) เครือข่ายฯ เห็นด้วยและสนับสนุนเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมและประชาชน ที่เรียกร้องให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด โดยขอให้หน่วยงานทหารส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนโดยเร็ว เพื่อให้สาธารณชนคลายข้อกังวลต่อประเด็นการใช้ความรุนแรงในการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด และขอเรียกร้องให้บุคคลในหน่วยงานรัฐที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทั้งรัฐบาล กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุติการให้ความเห็นที่มีลักษณะชี้นำรูปคดีหรือแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวนเพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา

2) ให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดกระบวนการไต่สวนการตายตามกฎหมาย เพื่อให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏโดยเร็ว และแจ้งความคืบหน้าต่อครอบครัวของชัยภูมิ และสาธารณชนเป็นระยะๆ  3) ให้หน่วยงานทหารยุติบทบาทในการปฏิบัติการทางจิตวิทยาโดยสิ้นเชิง เพราะการกระทำดังกล่าวแทนที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐ กลับจะสร้างความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น.

You may also like

พันธุ์ทิพย์เชียงใหม่ เชิญชวนเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ กับโชว์มายากลระดับโลก

จำนวนผู้