สั่งปรับแผนจัดชุดลาดตระเวนในพื้นที่หลังพบHot Spot สูงกว่าปีที่แล้ว 3 เท่า

สั่งปรับแผนจัดชุดลาดตระเวนในพื้นที่หลังพบHot Spot สูงกว่าปีที่แล้ว 3 เท่า

เชียงใหม่กำชับทุกพื้นที่ จัดชุดลาดตระเวนติดตามสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เน้นพื้นที่สุ่มเสียง และเกิดไฟไหม้ซ้ำ หลังพบสถิติจำนวนครั้งของการเกิดจุดความร้อน หรือ Hotspot มากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า  แต่ยังไม่มีวันที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM10) เกินค่ามาตรฐาน ด้านมทบ.33 สนับสนุนกำลังทหาร 20 ชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ 20 อำเภอ ส่วนกกล.ผาเมืองดูแล 5 อภ.ชายแดน

นายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าจากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ ในวันที่ 13 มีนาคม 2560ว่าค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM10 ณ เวลา 09:00 น. พบค่าสูงสุดอยู่ที่สถานีศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อยู่ที่ 63 ไมโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับปานกลาง ในช่วงห้วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2560 (ช่วง 60 วันห้ามเผา) มีจุด Hotspot เกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น 180 จุด

สำหรับอำเภอที่มีจุด Hotspot สูงสุดปัจจุบันอยู่ที่ อำเภอฮอด จำนวน 45 จุด รองลงมาคืออำเภอดอยเต่า 27 จุด และอำเภอจอมทอง จำนวน 20 จุด ส่วนใหญ่จะเป็นเกิดในอำเภอที่อยู่ทางโซนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่เผาไหม้จังหวัดเชียงใหม่ จากข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม Landsat-8 บันทึกข้อมูล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 5 มีนาคม 2560 พื้นที่เผาไหม้ป่าอนุรักษ์จำนวน 57,923 ไร่ ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 54,832 ไร่ เขต สปก.จำนวน 9,738 ไร่ พื้นที่ริมทางหลวง (250เมตร) จำนวน 7,653 ไร่ ชุมชนและอื่น จำนวน 7,133 ไร่ พื้นที่เกษตร จำนวน 2,361 ไร่ รวมทั้งหมด จำนวน 139,639 ไร่ และพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟ ป่าระหว่างวันที่ 13 – 19 มีนาคม 2560 บริเวณพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เสี่ยงมากต่อการเกิดไฟป่า คือ 1. อำเภอเวียงแหง – ตำบลแสนไห 2.อำเภอแม่วาง – ตำบลทุ่งปี๊ 3.อำเภอแม่แจ่ม-ตำบลท่าผา – ตำบลกองแขก 4.อำเภอฮอด-ตำบลหางดง 5.อำเภอดอยเต่า – ตำบลโป่งทุ่ง

ในการประชุมศูนย์อำนวยการสั่งการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าซึ่งมีนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานพบสถิติจำนวนครั้งของการเกิดจุดความร้อน หรือ Hotspot มากกว่าปีที่แล้วถึง 3 เท่า  แต่ยังไม่มีวันที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM10) เกินค่ามาตรฐานแต่อย่างใด โดยผวจ.เชียงใหม่ได้ ย้ำเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเฝ้าระวังร่วมกับพี่น้องภาคประชาชนในทุกพื้นที่  โดยเฉพาะอำเภอโซนใต้ ได้แก่ ฮอด ดอยเต่า อมก๋อย แม่แจ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ ยังพบการเผาไหม้ในพื้นที่เขตป่าสงวน และป่าอนุรักษ์

ส่วนด้านอำเภอแม่ออน และสันกำแพง พบการเกิดไฟไหม้จุดเดิมประจำ จึงได้ปรับแผนให้สอดคล้องสถานการณ์ เน้นการเดินลาดตระเวนร่วมกันระหว่างสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) จัดตั้งตัวแทนรับผิดชอบรายอำเภอ ประสานการปฏิบัติกับนายอำเภอ พร้อมปรับยุทธวิธีเน้นพื้นที่สุ่มเสี่ยง วิเคราะห์เวลาการเกิดไฟ และการดับไฟต้องดับให้สนิททุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการปะทุขึ้นอีก

นอกจากนี้ทาง มทบ. 33 ได้สนับสนุนกำลังทหาร 20 ชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่แล้วใน 20 อำเภอ ส่วนอำเภอชายแดน 5 อำเภออยู่ในความดูแลของกองกำลังผาเมือง ส่วนตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการร้อยเวรฯ ทุกโรงพักลงพื้นที่เพื่อสอบสวนหาหลักฐานและสาเหตุของการเผา โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ- ปุย ซึ่งเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยง ทางฝ่ายทหาร ตำรวจ พร้อมด้วยชุดเสือไฟของหน่วยงานกรมป่าไม้ ร่วมกับฝ่ายปกครอง อปพร. ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้วางแผนจัดกำลังลาดตระเวนเข้มข้นเป็นพิเศษ และขอให้การปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าปีนี้เป็นการปฏิบัติบูชาเพื่อส่วนรวม น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช.

 

You may also like

 หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยผลสำรวจสมาชิกฯพบยอดขายธุรกิจก้ำกึ่งระหว่างทรงตัวกับดีขึ้น แต่สภาพคล่องทางการเงินตึงตัว

จำนวนผู้