“วราวุธ” สั่งเข้ม ยกระดับ เฝ้าระวัง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาคเหนือ

“วราวุธ” สั่งเข้ม ยกระดับ เฝ้าระวัง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาคเหนือ

วราวุธสั่งเข้ม ยกระดับ เฝ้าระวัง ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาคเหนือ เป็นพิเศษ ช่วง มี.ค. – เม.ย. นี้ ยันยังไม่ถึงช่วงพีค  หวั่นจะมีการลักลอบเผาหลังหมดฝน สั่งกรมควบคุมมลพิษไปแยกแยะแหล่งกำเนิดpm2.5 ให้ชัดเจนเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจประชาชน

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2565 ที่ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่า หมอกควัน (ส่วนหน้า)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน

            โดยช่วงเช้า เวลา 09.35 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า) ทส. อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านระบบ VDO Conference ไปยังหน่วยงานในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ พร้อมรับฟังรายงานสรุปภาพรวมการเตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จากนายจงคล้าย วรพงศธร รองปลัดกระทรวงฯ ตลอดจนรับฟังรายงานสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ การเตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาไฟป่า และหมอกควันในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และการเตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาไฟป่า และหมอกควันในพื้นที่ป่าสงวน โดย อธิบดีกรมป่าไม้ 

            นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. ได้เน้นย้ำถึงความห่วงใยและการให้ความสำคัญของรัฐบาล โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านกลไกคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และ แผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565  “1 สื่อสาร 5 ป้องกัน 3 เผชิญเหตุ”   

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯยัง ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2565 ซึ่งได้กำชับให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยยกระดับการทำงานเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไข และควบคุมไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ในทุกมิติ ให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานในระดับพื้นที่ ใช้บทเรียนที่ได้จากการดำเนินงานที่ผ่านมา เป็นองค์ความรู้ในการกำหนดแผนงาน และการปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ นำไปสู่การป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันได้อย่างยั่งยืน เน้นย้ำให้ศูนย์ปฏิบัติการฯ กำกับการวางกลยุทธ์การป้องกัน ควบคุม และดับไฟป่า สั่งการเคลื่อนย้ายกำลังพลในส่วนของ ทส. เพื่อเตรียมความพร้อม และปฏิบัติการ ประสานและสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานอย่างสูงสุด อีกทั้งให้หน่วยงานสังกัด ทส. ในจังหวัด/ภูมิภาค สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองระดับจังหวัดอย่างเต็มที่ สนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดจุดความร้อน (Hot spot) และการพยากรณ์ปัญหาฝุ่นละอองล่วงหน้า

            นอกจากนี้ ให้ ทสจ. ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ปภ. จังหวัด ประกาศระดับจังหวัดช่วงห้ามเผาหรืองดเว้นการเผาป่า เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เผาขยะ และเผาวัชพืชข้างทาง หรือการเผาในพื้นที่โล่ง พร้อมบทลงโทษตามกฎหมาย รวมทั้งกำหนดเขตความรับผิดชอบ และมอบหมายการปฏิบัติที่ชัดเจน โดยให้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อพร้อมมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง และให้มีศูนย์การปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า และหมอกควันระดับตำบล และหมู่บ้าน โดยขอความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงให้รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับเครือข่ายและประชาชนทุกช่องทาง โดยเฉพาะกลุ่มคนเผาป่า โดยให้เกิดจิตสำนึก ความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง สอดส่องดูแลและแจ้งจับผู้กระทำผิดกฎหมาย ตลอดจนให้ประชาชนรับรู้และเกรงกลัวกฎหมาย รวมทั้งระดมสรรพกำลังภาคประชาชนจากกลุ่มมวลชนของหน่วยงาน สังกัด ทส. มาสนับสนุนการปฏิบัติของศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า และหมอกควันในทุกระดับ โดยให้ ทสม. เป็นแกนนำ ร่วมกับอาสาสมัครป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า และเครือข่ายอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่

            พร้อมกันนี้ ยังให้ขยายการดำเนินงานโครงการ “ชิงเก็บ ลดเผา” บริหารจัดการเชื้อเพลิงให้ครอบคลุมพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร พื้นที่ชุมชน และพื้นที่ริมทาง เป้าหมาย รวม 3,000 ตัน และเร่งรัดการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง บริษัท SCG กับ ทส. ให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างรายได้และแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือ ตลอดจนให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมของเครื่องมือและอุปกรณ์ให้มีสภาพดี พร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา

            กรณี ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ให้กรมควบคุมมลพิษประสานประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด ดำเนินการตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะการบรรจุเป้าหมายลดจุดความร้อน (Hot Spot) ในอาเซียนได้ร้อยละ 20 รวมถึง ให้ชี้แจงและขอความร่วมมือประเด็นหมอกควันข้ามแดนในเวทีการประชุมต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ ทสจ. ต้องเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ไฟป่า/หมอกควันในประเทศเพื่อนบ้าน หากมีปัญหาหมอกควันข้ามแดนในจังหวัด ให้รายงาน สป.ทส. และ คพ. เพื่อพิจารณาการดำเนินการตามข้อตกลงต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานได้คำนึงถึงว่า ป่าไม้ทุกตารางเมตรเป็นของประชาชน ทส. มีหน้าที่ดูแลรักษา ป้องกัน ไม่ให้เกิดไฟป่า และขอให้ร่วมมือร่วมใจเป็น “ทส. หนึ่งเดียว” ในการเฝ้าระวัง ควบคุม และช่วยดับไฟป่า ส่วนพื้นที่ถูกไฟไหม้ ขอให้เร่งฟื้นฟูภายในฤดูฝนนี้เลย โดย การปลูกป่าทดแทนพื้นที่ไฟไหม้ และปล่อยให้พื้นที่ป่า ฟื้นฟูเองตามธรรมชาติ สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ หรือพื้นที่สูงชันที่ไม่สามารถเข้าไปปลูกป่าได้

            สำหรับ สถานการณ์จุดความร้อน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่เดือน ม.ค. – ปัจจุบัน (18 มี.ค.2565) พบจุดความร้อน (Hot spot) ลดลงร้อยละ 69 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ซึ่งเมื่อแยกจุดความร้อนตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 87) ในขณะที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างเกิดจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 59) ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจุดความร้อนสะสมในอนุภูมิภาคแม่โขง 5 ประเทศ (เมียนมา กัมพูชา ไทย สปป.ลาว และเวียดนาม) ประเทศไทย มีจำนวนจุดความร้อนลดลงมากที่สุด ส่วนสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ พบค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5  ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ลดลงร้อยละ 38 และจำนวนวันที่มีค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 43

You may also like

 หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เผยผลสำรวจสมาชิกฯพบยอดขายธุรกิจก้ำกึ่งระหว่างทรงตัวกับดีขึ้น แต่สภาพคล่องทางการเงินตึงตัว

จำนวนผู้