ผู้ว่าฯเชียงใหม่ยังพอใจแม้ไฟไหม้ผลาญป่าสูญกว่า 1.4 แสนไร่ จุด Hot Spot 4,300 มากกว่าปีที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯเชียงใหม่ยังพอใจแม้ไฟไหม้ผลาญป่าสูญกว่า 1.4 แสนไร่ จุด Hot Spot 4,300 มากกว่าปีที่ผ่านมา

ไฟไหม้เผาผลาญป่าสูญแล้วกว่า 1.4 แสนไร่ จุด Hot Spot 4,300 จุดมากกว่าช่วงเดียวกันเทียบกับปีที่ผ่านมา ผู้ว่าฯเชียงใหม่พอใจทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาร่วมกัน ยอมรับอีก 2 เดือนเจอศึกใหญ่ ชี้ทิศทางลมกับการเผานอกพื้นที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจส่งผลให้คุณภาพอากาศเชียงใหม่วิกฤตได้

วันที่ 25 ก.พ.63 ที่ห้องประชุม 4 อาคารอำนวยการศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าวประจำสัปดาห์โดยเฉพาะประเด็นสถานการณ์ฝุ่นควันและการแก้ไขปัญหาไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับนายสมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่,นายเกรียงศักดิ์ ถนอมพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่และนายกมล นวลใย ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าไม้ที่ 1 เชียงใหม่

ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในขณะนี้เข้าสู่ช่วงครึ่งฤดูกาลหมอกควันและไฟป่า ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยปีนี้ในการเตรียมการและการดำเนินการทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ว่าในระยะที่ผ่านมาจุดความร้อนหรือ hot spot จะค่อนข้างเยอะแต่ในภาพรวมค่าคุณภาพอากาศยังดีกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เกิดจากการควบคุมไม่ให้เกิดการขยายตัวของจุดความร้อนและการบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ถูกวิธี และการปฏิบัติตามคำสั่งห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง

“ในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเป็นช่วงที่ต้องเจอศึกหนัก เป็นช่วงที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนประสบปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันอย่างหนัก ซึ่งการทำงานจะต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้น และเราจะต้องผ่านมันให้ได้ ทั้งนี้ก็อาจจะมีสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายด้วยเช่น ทิศทางลมและการบริหารจัดการเชื้อเพลิงนอกพื้นที่ที่อาจทำให้ฝุ่นควันปกคลุมเชียงใหม่และทำให้คุณภาพอากาศวิกฤตได้ ”นายเจริญฤทธิ์ กล่าว

นายสมคิด ปัญญาดี ผอ.ส่วนยุทธศาสตร์ สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีถึง 23 ก.พ.63 จังหวัดเชียงใหม่มีจุดความร้อนเกิดขึ้น 4,300 จุด เปรียบเทียบกับปี 62 เชียงใหม่มีจุดความร้อนเกิดขึ้น 16,871 จุด ซึ่งเป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ ขณะที่คุณภาพอากาศของเชียงใหม่ปีนี้ยังไม่ถึงระดับรุนแรงหรือสีแดง แต่เกินค่ามาตรฐานมาอยู่ที่ระดับสีส้ม

“จังหวัดเชียงใหม่ประกาศห้ามเผาในที่โล่งแจ้งเมื่อวันที่ 10 ม.ค.63 และมีประกาศเพิ่มเตคิมให้อำนาจท้องถิ่นในการควบคุมดูแลตามกฎหมายด้วย โดยที่ผ่านมามีผู้ฝ่าฝืน กระทำผิดและถูกจับกุมทุกพ.ร.บ. 137 ราย โดยมีความผิดตามพ.ร.บ.สาธารณสุข 14 คดี มีการปรับเป็นเงิน 12,600 บาท และพรบ.จราจรอีก 53 คดีปรับเป็นเงิน 15,600 บาท แต่ยังไม่มีผู้กระทำผิดตามพรบ.ป่าไม้ ขณะเดียวกันในส่วนของการเฝ้าระวัง 13 กลุ่มเสี่ยงพบว่ามีผู้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลรวม 60,942 ราย มีการตรวจจับรถควันดำ 1,560 คัน”ผอ.ส่วนยุทธศาสตร์ สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

ด้านนายกมล นวลใย ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าไม้ที่ 1 เชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาสำหรับพื้นที่ป่าสงวนประชาชนให้ความร่วมมือดีขึ้น ซึ่งการเข้าป่าและจุดไฟเพื่อล่าสัตว์เป็นเรื่องปกติ และในส่วนของการเข้าไปดับไฟในพื้นที่จะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก หากเป็นเขาสูงชันและพลบค่ำก็จะให้เจ้าหน้าที่หยุดก่อน เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาขณะปฏิบัติงานได้และให้เข้าไปปฏิบัติการต่อในช่วงเช้า

สำหรับพื้นที่เสี่ยงเกิดไฟ และเป็นเขาสูงชัน ทางอธิบดีกรมป่าไม้ได้ให้ชุดเหยี่ยวไฟของกรมป่าไม้เข้ามาดำเนินการ ส่วนเรื่องที่จังหวัดเชียงใหม่เสนอเรื่องมาตรการปิดป่าในพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ป่าซ้ำซากนั้น สำหรับในพื้นที่เขตป่าสงวนจะขอความร่วมมือทางอำเภอและจังหวัดประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้ที่เข้าจะไปในป่าไปแจ้งขออนุญาตกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านท้องที่นั้นๆ ก่อน ซึ่งการปิดป่าเลยก็เกรงว่าจะกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตามหากผู้ใดกระทำการทำให้เกิดไฟป่า ซึ่งโทษค่อนข้างรุนแรงทั้งจำและปรับ โดยมีโทษตั้งแต่จำคุก 10 ปีและปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท และหากพื้นที่ป่าเสียหายมากกว่า 25 ไร่ขึ้นไปจะมีโทษรุนแรงมาก

เช่นเดียวกับนายเกรียงศักดิ์ ถนอมพันธุ์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ กล่าวว่า ในส่วสนของพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดไฟซ้ำซากว่าเกิดจากไฟไหม้ต้นไม้ ตอไม้แล้วดับไม่หมดหรือไม่จึงทำให้เกิดจุดความร้อนหรือเกิดไฟขึ้นอีก อย่างไรก็ตามกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้จัดส่งชุดเสือไฟจำนวน 205 นายเข้าร่วมดับไฟป่าในพื้นที่จังหวัดแพร่ ลำปางและน่าน หากพื้นที่ดังกล่าวสถานการณ์ดีขึ้นทางกรมฯก็จะดึงคนเหล่านั้นมาช่วยดับไฟในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

จากนั้นนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ ได้กล่าวเพิ่มเติมและตอบคำถามสื่อมวลชนว่า ปีที่แล้วจังหวัดเชียงใหม่มีจุด Hot Spot เกิดขึ้น 16,000 จุด ปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ไม่ให้เกิน 1 หมื่นจุด โดยตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันเกิดจุดความร้อนแล้ว 4,300 จุดซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่เกิดขึ้นเพียง 3,500 จุด ทั้งนี้ช่วงเวลาที่เหลือจะต้องพยายามควบคุมสถานการณ์และเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการต่างๆ มากยิ่งขึ้น

“หากประชาชนพบเห็นการเกิดไฟขอให้แจ้งทางหน่วยงานทั้งตำรวจและของป่าไม้ 053-232019 หรือฮอตไลน์ 1362 ตลอด 24 ชม.ทั้งนี้ขอประชาชนอย่าได้โกรธหรือขัดเคืองที่จำเป็นต้องขอชื่อและเลขบัตรประจำตัวประชาชน ทั้งนี้เพื่อการตรวจสอบว่าผู้แจ้งไม่ได้หลอก และมีตัวตนจริง เนื่องจากที่ผ่านมามีการโทร.แจ้งแต่หลอกเจ้าหน้าที่ออกไปทั้งๆ ที่ไม่มีไฟเกิดขึ้นจริง”ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวและชี้แจงอีกว่า

มาถึงครึ่งทางผมพอใจกับแผนและการปฏิบัติงานต่างๆ ซึ่งก็เป็นไปตามที่วางไว้ ซึ่งปีนี้ก็อย่างที่รู้ว่าจะแล้งกว่าทุกปี และทางจังหวัดก็เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่มาให้นโยบายไว้ และได้ดึงภาควิชาการ ภาคประชาชนมาร่วมมือกับภาครัฐในการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาร่วมกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่มีไฟไหม้พื้นที่ป่าไปแล้ว 1.4 แสนไร่ แต่ก็ยังถือเป็นอันดับ 3 รองจากจังหวัดตากและลำพูนที่สูญป่าไปมากกว่า 2 แสนไร่.

You may also like

ระดมเฮลิคอปเตอร์ทั้งทหารและปภ.โปรยน้ำดับไฟบนดอยสูงเชียงดาวคืนเดียวพุ่ง 65 จุด

จำนวนผู้