ผู้ว่าฯสั่งทุกอภ.ทำแผนรัดกุมหวั่นหลังห้ามเผาค่าฝุ่นพุ่ง

ผู้ว่าฯสั่งทุกอภ.ทำแผนรัดกุมหวั่นหลังห้ามเผาค่าฝุ่นพุ่ง

เชียงใหม่ยังพบจุดความร้อน และการลับลอบเผาในพื้นที่ป่า ผู้ว่าฯ กำชับทุกอำเภอ ทำแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้ รัดกุมหวั่นปัญหาฝุ่นละออง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ด้าน ผอ.สำนักจัดการป่าไม้ที่ 1 สั่ง จนท.ทุกหน่วยรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบการเผาเพื่อให้เป็นป่าเสื่อมโทรม ต้องดำเนินคดี

ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ รายงานจุดความร้อน หรือ Hotspot จากดาวเทียมเวียร์ช่วงเช้าวันนี้ (19 เม.ย.63) พบว่า มีจุดความร้อนเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ 32 จุด เกิดขึ้นในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 20 จุด ป่าอนุรักษ์ 9 จุด เขตสปก. 2 จุด ชุมชนและอื่น 1 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวานนี้ ที่พบเพียง 13 จุด ทั้งนี้ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับ 5 อำเภอที่พบจุดความร้อนมากสุด เพื่อเร่งปรับแนวทางปฏิบัติ โดยทางศูนย์บัญชาการฯ จังหวัดจะยังคงมีการชี้เป้าจุดที่เกิดไฟป่าไปยังแต่ละอำเภอทุกเช้า และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ รวมทั้งจะใช้บัญชีผู้หาของป่า ล่าสัตว์ ที่มีการลงทะเบียนไว้เมือปีที่แล้ว นำมาหารือเพื่อนำเป็นข้อมูลในการสืบสวนหาผู้ต้องสงสัย ซึ่งผู้ต้องสงสัยอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือพัฒนาขึ้นไปเป็นผู้ต้องหา ก็ขึ้นกับกระบวนการสืบสวนของทางตำรวจต่อไป

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวย้ำขอให้ทุกคน ปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพราะหลังวันที่ 30 เมษายน ซึ่งสิ้นสุดการประกาศห้ามเผาเด็ดขาด ทุกอำเภอจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ในการร่วมบริหารจัดการเชื้อเพลิงร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผ่อนผันให้ทำกินว่า หลังจากพ้นช่วงกำหนดห้ามเผา จะมีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามหลักวิชาการ ซึ่งจะมีแผนบริหารจัดการที่แต่ละพื้นที่แต่ละอำเภอดำเนินการได้ในห้วงเวลาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ โดยจะวางแนวทางอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหามลพิษ เพราะหากมีการจัดการบริหารเชื้อเพลิงพร้อมกันในพื้นที่ใกล้เคียงใกล้อาจส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ จึงต้องดูวัน เวลา ให้เหมาะสม แต่ก็จะให้ทันกับช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ทำไร่หมุนเวียนอย่างแน่นอน โดยทางจังหวัดได้มีการประสานการทำงานร่วมกับภาคประชาชนและภาควิชาการด้วย

ด้าน พันเอก อโณทัย ชัยมงคล รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เปิดเผยว่า ทางมณฑลทหารบกที่ 33 ยังคงจัดกำลังร่วมปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้วางไว้ โดยยังคงให้กำลังทหารสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปลาดตระเวนและเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงจำนวน 60 ชุด รวม 586 นาย ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งได้ดึงให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจิตอาสา รวมทั้งชาวบ้านที่หาของป่าตามที่ได้ลงทะเบียนไว้ ให้เข้าไปช่วยลาดตระเวน เพื่อช่วยสอดส่องให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐอีกทางหนึ่ง

ขณะที่ นายกมล นวลใย ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 (เชียงใหม่) เปิดเผยว่า ขอให้เจ้าหน้าที่ที่แจ้งความดำเนินคดีต้องระบุสาเหตุการเกิดไฟ รวมทั้งเชื่อมโยงพฤติกรรมการกระทำผิด แล้วให้บันทึกพยานหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ทางตำรวจดำเนินการขยายผลให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอำเภออมก๋อย และอำเภอแม่แจ่มเนื่องจากในหลายพื้นที่เป็นการเผาพื้นที่ป่าเพื่อให้เป็นป่าเสื่อมโทรม จุดประสงค์เพื่อขยายพื้นที่ทำกิน ซึ่งขณะนี้ได้นำภาพถ่ายทางอากาศตามหลักวิทยาศาสตร์มาประกบทุกแปลงที่ดำเนินคดี เพื่อยืนยันหลักฐานให้ชัดเจน รวมทั้งในบางพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดผ่อนผันให้ใช้เป็นที่ทำกิน โดยจะต้องไม่ให้มีการยึดครองพื้นที่ แล้วอ้างสิทธิทำกัน จึงขอให้ดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด เพื่อไม่ให้เยี่ยงอย่างการกระทำต่อไป.

You may also like

เมล็ดพันธุ์นักกิจกรรม เพื่อการขยับขับเคลื่อนสังคม

จำนวนผู้