“บิ๊กตู่”เปิดงาน FTI Expo 2022 วอนทุกฝ่ายร่วมมือกันย้ำ ความรัก ความสามัคคี​ สร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

“บิ๊กตู่”เปิดงาน FTI Expo 2022 วอนทุกฝ่ายร่วมมือกันย้ำ ความรัก ความสามัคคี​ สร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรีเปิดฉากงาน FTI Expo 2022 เตรียมรีสตาร์ทประเทศไทยให้พร้อมขับเคลื่อนต่อภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG พร้อมดัน Soft Power เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แจงรัฐบาลพยายามดูแลประชาชนมาตลอด นานาชาติเชื่อมั่นเสถียรภาพของไทย วอนทุกฝ่ายร่วมมือกันยันไม่มีคนหรือหน่วยงานเดียวทำได้สำเร็จ

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 29 มิถุนายน 2565 – ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการเปิดงาน FTI Expo 2022 ภายใต้แนวคิด “Shaping Future Industries for Stronger Thailand” ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน,รัฐมนตรีว่าการระทรวงศึกษาธิการ,เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, เอกอัครราชทูตจากประเทศกัวเตมาลา อินโดนีเซียและบังกลาเทศ ผู้แทนท่านทูตจากประเทศจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก เปรู แคนาดา กัมพูชา ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมในพิธีเปิดงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงเปิดงานว่า ตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ วันนี้กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าหลายสาขา ส่งผลทำให้การพัฒนานวัตกรรมมีความจำเป็นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน โดยเฉพาะเรื่องการผลิตของทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ที่จะต้องรับมือกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าเป็นสายลมเบาๆ หากอยู่ไปอีกนานๆ ก็คงเป็นพายุ นี่คือต้นๆพายุ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราต้องคุยกันให้เข้าใจทั้ง 2 ซีก ทั้งภาครัฐ และสมาคมหอการค้า จะต้องจับมือไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นไปไม่ได้ นโยบายของตนที่ผ่านมาพยายามที่จะขับเคลื่อน โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ที่จะเปิดการพบปะพูดคุยเจรจาระดับผู้นำประเทศผ่านสถานทูต เพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่างการปลดล็อคหาวิธีการในการที่จะเจอกันให้ได้

“ทุกคนก็คงทราบว่า อะไรปรับได้หรือเปลี่ยนได้ หากเปรียบเทียบภาพที่ว่าเมื่อสักครู่ ตนก็เปรียบกับรัฐบาล เปรียบเทียบประเทศไทยเป็นรถยนต์คันหนึ่ง พาคน 70 ล้านคนไปข้างหน้า จะรถอะไรก็ไม่รู้ เป็นรถคันใหญ่ๆ คันหนึ่ง ที่จะขับเคลื่อนคนทุกคนในประเทศไทย ทั้งคนต่างประเทศและคนไทย ที่จะขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าในเวทีโลก ทำให้รถยนต์เครื่องนี้ไม่ติดขัด ทำให้ประชาชนที่อยู่บนรถนั้นสะดวกสบายในการเดินทาง ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องยนต์เทคโนโลยีพลังงาน เกี่ยวกับคนในรถ ซึ่งมีความหลากหลาย ต่างอาชีพ​ ต่างวัย ต่างขีดความสามารถ​ แต่จะทำอย่างไรให้รถคันนี้สามารถวิ่งได้ สิ่งแรกที่ทำได้ในขณะนี้คือเตรียมรถให้ดี พาคนขึ้นรถให้ได้ คนขึ้นรถแรกคือพวกเราเพื่อจะไปดูว่ารถคันนี้จะไปข้างหน้าไหวหรือไม่ แล้วพร้อมเมื่อไหร่ให้เอาคนขึ้นมา และเอาคนที่ทำรถคันนี้ไปขึ้นรถคันอื่น สร้างรถหลายๆ คันออกมา ตนคิดว่าน่าจะต้องคิดแบบนี้”นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพ เมื่อสุขภาพดีก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ แน่นอนว่าหากประชาชนลำบาก นายกรัฐมนตรี​ เจ็บปวดเห็นใจ เห็นได้ว่าอะไรทำได้ ผมก็จะทำให้ได้มากที่สุดอย่างระมัดระวัง เพราะอะไร ไม่ใช่ประเทศไทยนึกจะทำอะไรก็ทำได้​ ประเทศไทยถือเป็นประเทศสำคัญประเทศหนึ่งในโลก ที่หลายประเทศพุ่งเป้าให้ความสำคัญในยังประเทศไทย เป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการลงทุน อยู่อาศัย ทำงาน เพราะเราดูแลเขาให้ดีที่สุด แต่คนไทยหลายส่วนอาจจะมีความไม่สบายใจ เข้ามาเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ให้กับประเทศไทย เอาเทคโนโลยีมาใส่เรา ผมมองว่าคุ้มค่า อย่าห่วง รัฐบาลมีมาตรการที่รัฐคุมอยู่แล้ว

รัฐบาลพยายามดูแลพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่าตอนนี้ราคาพลังงาน ราคาน้ำมันแพงเพราะเราไปซื้อเขามา ทำให้สินค้าแพงขึ้น แต่รัฐบาลต้องดูอย่างรัดกุมที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องไม่ทำให้ฐานการเงิน การคลังของประเทศอ่อนลง ซึ่งนานาประเทศก็เชื่อมั่นเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะนี้สถานการณ์เราอยู่ในระดับ 3B+แม้จะกู้เงินแต่เรายังแข็งแกร่งอยู่ ส่วนเรื่องความเหลื่อมล้ำก็ยังมีอยู่ มีความแตกต่างทางรายได้รัฐบาลก็กำลังทำงานแก้ไขอยู่ ทั้งนี้รัฐ เอกชน ภาคธุรกิจและภาคประชาชนก็ต้องร่วมมือกัน

“นานาชาติเขาชื่นชมไทยเรื่องการบริหารจัดการโควิดว่าเราทำได้ดี ต่างชาติเขาถามว่าทำได้อย่างไรที่โรงงานไม่ปิด ทำให้คนไม่ต้องตกงานมากมาย แม้จะมีปิดบ้างแต่ก็เล็กน้อยซึ่งเขาพอใจตรงนี้ ผมพบกับนายกรัฐมนตรี ทูตต่างประเทศและนักลงทุนเขาก็พอใจและมั่นใจในประเทศไทย ผมต้องการให้ ดินแดนอาเซียนเป็นดินแดนแห่งความสงบสุข​ มีเสถียรภาพ​ ไม่มีสงคราม​ เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารของโลก ใครจะเป็นอะไรก็ว่าไปเถอะ​ แต่อย่างไรเราก็ไม่อดตาย เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูแลให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ใครจะขัดแย้งก็ว่ากันไป เราต้องรักษาตรงนี้ไม่ให้ได้”นายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า

อย่างเรื่องการผ่อนคลายสวมใส่หน้ากากอนามัย พอผ่อนคลายให้ไม่สวมก็ได้ แต่ก็เห็นใส่กันหมด อย่างไรก็ตามแล้วแต่ความสมัครใจและต้องระมัดระวังตัวเอง ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับสิทธิส่วนบุคคล หากจะไปออกกฎหมายบังคับอะไรคงไม่ไหว หากไม่อยากเป็นก็ใส่หน้ากากเวลาอยู่ที่คนเยอะๆ เพราะเป็นเรื่องของความสมัครใจ อย่าไปกลัวว่าคนจะบูลลี่ รัฐจะทยอยเปิดตามลำดับ เมื่อสถานการณ์มีปัญหาก็เบรคซะหน่อย เพราะใครเพราะผมเหรอ​ เพราะพวกเราทุกคนที่ช่วยกันเพราะประชาชนทุกคน ช่วยๆ กัน ไม่มีอะไรที่ทำสำเร็จได้ที่คนๆ เดียว หรือฝ่ายเดียว หรือหน่วยงานเดียว ไม่มีทาง เพราะนี่คือการทำงานร่วมกัน ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน​ ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด​ แล้วจะฟังใคร ต้องเอามาให้ได้เป็นคำพูดเดียว​ ตนไม่อยากไปลงในรายละเอียด ทั้งหมดคือแนวทางและการที่รัฐบาลทำมาโดยตลอด ต้องปรับเปลี่ยนปรับแก้ ทั้งในสภาและนอกสภา อะไรที่สามารถทำได้ในเชิงบริหาร ตนก็ทำให้ทั้งหมด

นายกรัฐมนตรียัง​ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่ารัฐบาลพูดอะไรทำไม่ได้ ก่อนที่จะกล่าวติดตลกว่า ตนพูดสู้ประธานหอการค้าไม่ได้อยู่แล้ว พูดไม่ดีก็จะโดนโห่ สิ่งสำคัญคือถ้าร่วมมือร่วมใจร่วมใจกล่าวทุกวัน เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะเป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้น​ พร้อมกับกล่าวชมคนไทยไม่ด้อยกว่าคนอื่น​ ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้​ สิ่งสำคัญที่สุดคือความรักความสามัคคี​ เสถียรภาพ​ เราทะเลาะกันไม่ได้อีกแล้ว​ ตนไม่ต้องการทะเลาะกับใคร ตนทำให้ทุกคนทำให้ทุกจังหวัด ตนลงแผนงานโครงการให้ทุกจังหวัดไม่ว่าจะรักตนหรือไม่ แต่ตนก็ทำให้เขา เป็นหน้าที่ของตน เลิกกันเสียที ไม่เกิดอะไรขึ้น จะไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย สิ่งที่ทำมาแต่สูญเปล่าไปเฉยๆ เราต้องการเห็นประชาชนก้าวหน้าประชาชนอยู่ดีกินดี แข่งขันกับประเทศอื่นได้ เราต้องจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน

“สัญญานะ สัญญาต้องเป็นสัญญา เพื่อความเป็นหนึ่งเดียว ต้องนั่งรถคันเดียวกันไป​ จะเป็นจะตายก็ต้องช่วยกันเข็น ส่วนใครจะนำก็ต้องว่าไป​ แต่สิ่งที่ทำวันนี้ต้องต่อเนื่อง ถ้าบอกว่าไอ้นู่นก็ไม่ดีไอ้นี่ไม่ใช่ก็ไม่ถูก ผมไม่ได้ว่าใคร ว่าตัวเอง ตนชอบพูดหาเรื่องแบบนี้แหละ แต่พูดด้วยหัวใจ หัวใจของผมเพื่อประชาชน”พลเอกประยุทธ์กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมากมาย ส.อ.ท. จึงมุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้นโยบายการหลอมรวมทุกภาคส่วนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (ONE FTI) โดยทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยเพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม (Strengthen Thai Industries for Stronger Thailand) โดยอาศัยยุทธศาสตร์ 4 ข้อ ประกอบด้วย

1) Industry Collaboration ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ในลักษณะ 1 อุตสาหกรรม 1 จังหวัด 2) First 2 Next-Gen Industry ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคต ภายใต้อุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งประกอบด้วย 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curves) ตามนโยบายรัฐ อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนนโยบาย BCG หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) Smart SMEs ยกระดับ SMEs สู่สากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา SMEs ในด้าน 1) Go Digital การนำดิจิทัลมาช่วยยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ 2) Go Innovation การส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงนวัตกรรมและงานวิจัยมากขึ้น 3) Go Global การสร้างและขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศผ่านสภาธุรกิจต่าง ๆ และ 4) Smart Service Platform การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับการให้บริการ

​            นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า งาน FTI Expo 2022 เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยและองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคการศึกษา ทั้งด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม การค้าและการท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน มีผู้สนใจมาร่วมออกบูธนิทรรศการแสดงผลงานกว่า 340 บูธ เพื่อแสดงศักยภาพ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปกติใหม่ (New Normal) รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลกเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสดงศักยภาพและยกระดับความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในระดับประเทศภายใต้แนวคิด BCG Economy Model ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต  รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ไทย การค้าการลงทุนให้เชื่อมโยงสู่ระดับสากลอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วนของประเทศให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้แบบ Next Normal โดยคาดว่าจะสร้างโอกาสทางการค้าและเกิดเงินทุนหมุนเวียนภายในงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

​            สำหรับไฮไลท์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ของการจัดงาน FTI EXPO 2022 กว่า 30,000 ตารางเมตร จะมีการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำหน้า สินค้าและบริการที่ทันสมัยของบริษัทชั้นนำระดับประเทศ รวมทั้งเป็นเวทีเปิดกว้างในการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทยที่หลากหลายครบวงจร โดยประกอบด้วย 6 กิจกรรมหลักๆ ได้แก่ FTI FUTURE FORUM เวทีที่รวมสุดยอดซีอีโอชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนไทยสู่อนาคตในหัวข้อต่างๆ อาทิ ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไทย ในยุค New Normal โดยคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, ความท้าทาย COP26 กับบริบทการใช้พลังงานของประเทศไทย โดยคุณสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, Shaping Energy Industry and Beyond for Sustainable Future โดยคุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), Shaping 5G Industry Transition Towards Digital and Green Energy โดย ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น, EXHIBITION & RETAIL อัพเดทเทรนด์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรม มากมายด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าของเหล่าพันธมิตรและสินค้าอุตสาหกรรมไทย, BUSINESS MATCHING & NETWORKING พบปะคู่ค้าคนสำคัญเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน, INNOVATION & TECHNOLOGY SHOWCASE ตื่นตากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจไปไกลกว่าเดิม, BCG ECONOMY MODEL SHOWCASE นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวคิดตอบโจทย์การพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่จะเป็นหนึ่งพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ยั่งยืนขึ้น, พบ NORTHERN FOOD VALLEY นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตจากผู้ประกอบการภาคเหนือ และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยได้รับการรับรอง MADE IN THAILAND จากสภาอุตสาหกรรมฯ

​            ทั้งนี้ เรายังคงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการจัดงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบ New Normal เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้เข้าชมงาน และสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  อีกทั้งได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ทั้งด้านสถานที่ มาตรการป้องกันโควิด-19 ระบบโลจิกติกส์ การบริการรถรับ-ส่งภายในงาน การปฐมพยาบาล การรักษาความปลอดภัย การบริการต้อนรับ ร้านค้า ร้านอาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ในการดูแลต้อนรับและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมงาน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนและผ่านการตรวจ ATK ก่อนเข้าปฏิบัติงานทุกคน  ยิ่งไปกว่านั้นงาน FTI Expo 2022 ยังได้รับมาตรฐาน Safe Travel ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านสุขภาพระดับโลก, มาตรฐาน SHA ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสำหรับกิจการด้านการท่องเที่ยว และเป็นการจัดงานที่มีการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายของประเทศในการมุ่งสู่การเป็น Carbon Neutrality และ Net Zero นอกจากนั้นภายในงาน ได้นำแนวคิด PackBack มาใช้ในการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่เกิดขึ้นภายในงาน กลับไปเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนอย่างยั่งยืน 

​            นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า งาน FTI Expo 2022 นอกจากจะเป็นการขานรับนโยบายเปิดประเทศแล้ว ยังถือเป็นการจุดพลุเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชน เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนให้วงการอุตสาหกรรมไทยก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศแข็งแกร่งกว่าเดิม.

You may also like

เมียนมาในเชียงใหม่จัดรำลึก 8.8.88

จำนวนผู้